ผลวิจัยชี้ ผอ.โรงเรียน ขาดความเป็นผู้นำทางวิชาการ

1195
ผลวิจัยชี้ ผอ.โรงเรียน ขาดความเป็นผู้นำทางวิชาการ
ผลวิจัยชี้ ผอ.โรงเรียน ขาดความเป็นผู้นำทางวิชาการ

ผลวิจัยชี้ ผอ.โรงเรียน ขาดความเป็นผู้นำทางวิชาการ

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ครั้งที่ 2/2564 ว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยของมูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) ซึ่งได้ทำการวิจัย เรื่อง จากความท้าทายสู่คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งผลการวิจัยที่เสนอมายืนยันชัดเจนว่า ปัญหาของผู้บริหารโรงเรียนของสำนักงานคณะกรรมกรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังขาดความเป็นผู้นำทางวิชาการที่ชัดเจน และเท่าที่ทราบมาทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว และความเป็นผู้นำวิชาการที่ขาดนั้น มีหลักการมีแนวคิดอยู่ แต่ขาดความเข้าใจในเรื่องความเป็นผู้นำทางวิชาการของ ผู้อำนวยการโรงเรียน

ซึ่งจากกลุ่มตัวอย่างที่เก็บจากผู้อำนวยการโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร และภูมิภาคหนึ่งนั้น เข้าใจว่าคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และเข้าใจว่าการที่นักเรียนไปประกวดได้รับรางวัลนั้น คือผลงานทางวิชาการของโรงเรียน ซึ่งความจริงแล้วผลงานทางวิชาการไม่ใช่เรื่องของโอเน็ต หรือการได้รางวัลหรือประกาศ แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมบางอย่าง

นายเอกชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทางมูลนิธิเอเชีย ยังให้ข้อมูล เรื่องผู้นำทางวิชาการ ที่ สพฐ.จะต้องเร่งพัฒนา ซึ่งก็สอดรับกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ในเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคต ซึ่งในการประชุมบอร์ด ก.ค.ศ.ครั้งหน้า เลขาธิการ ก.ค.ศ.ก็คงจะได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมต่อไป

เพิ่มเพื่อน

“จากผลการวิจัยครั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าจะมีการปรับปรุงการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผู้บริหารยังมีประสบการณ์ไม่ถึง หรือยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งจะทำอย่างไรให้เหมาะสมและสามารถบริหารโรงเรียนได้” นายเอกชัยกล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบและเห็นด้วยว่าผู้บริหารยุคใหม่ควรมีสมรรถนะในการบริหารทางวิชาการ

ซึ่ง สพฐ.จะต้องออกแบบหลักสูตรการพัฒนาก่อนแต่งตั้ง โดยต้องกำหนดหลักสูตรการพัฒนาให้สอดคล้องกับงานวิจัย เพื่อยืนยันว่างานวิจัยนี้มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ ส่วนระยะยาว สพฐ.จะเสนอ ก.ค.ศ.ให้ปรับมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะ รวมถึงหลักเกณฑ์การก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับที่ ก.ค.ศ.กำลังดำเนินการ

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประชุมยังได้หารือถึงการประเมิน โรงเรียนในสังกัด สพฐ. จาก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ว่าควรให้ สพฐ.เป็นหน่วยปฏิบัติ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นหน่วยทำเครื่องมือวัด และ สมศ. เป็นหน่วยประเมิน แต่จะทำงานร่วมกันอย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างอ่านกฎหมาย แล้วก็เดินตามกฎหมายของตนเอง
ซึ่งที่ประชุมให้หลักการ ว่า สพฐ.ต้องทำโรงเรียนให้มีคุณภาพ แม้จะอยู่บนความแตกต่างของพื้นที่ แต่ก็ต้องมีการพัฒนา และต้องมีการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน ภายใต้ข้อจำกัดและโอกาสที่มีอยู่ ส่วน สทศ.ก็ต้องชี้วัดตัวผู้เรียน เพื่อการพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลหรือวัดคุณภาพระดับชาติ ก็ต้องให้โอกาสทุกคนได้รับการประเมิน

“ส่วน สมศ.ไม่ได้ประกันคุณภาพสถานศึกษา แต่มีหน้าที่ในการประเมิน เวลาประเมินเมื่อก่อนมีเกณฑ์ไปประเมิน แต่ในอนาคต สมศ.จะไปประเมินในสิ่งที่โรงเรียนทำบันทึกประกันคุณภาพภายในไว้ ซึ่งเมื่อพบจุดอ่อนก็จะช่วยกันพัฒนา เป็นการช่วยกันขับเคลื่อนในเชิงกัลยาณมิตรโดยมีเป้าหมายเกี่ยวกันคือให้โรงเรียนมีคุณภาพ ผลักดันให้เด็กมีคุณภาพ เป็นการช่วยกันสร้างให้เด็กมีต้นทุนทางชีวิตขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นประชากรที่มีคุณภาพ” นายอัมพร กล่าว

www.kruupdate.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก อีทีวีแม็ค