เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

1058
วิทยฐานะครู
วิทยฐานะครู

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา, 062-7945366

ประธาน (เฟชกลุ่ม) “ศูนย์พัฒนาวิทยฐานะครูแห่งประเทศไทย”

บทนำ

            ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยเลขาธิการ ก.ค.ศ. รองศาสตราจารย์ ดร.ประวิต  เอราวรรณ์ ได้ประกาศข่าวความคืบหน้าถึงมติที่ประชุม ก.ค.ศ. เมื่อ 25 มกราคม 2564 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามข้อตกลงพัฒนางาน (PA) ใหม่ว่า “ครูทุกคน จะต้องยื่น PA ต่อผู้อำนวยการโรงเรียน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564” และต่อมามีแผ่นภาพที่เผยแพร่สร้างความเข้าใจ โดย เพจ สำนักงาน ก.ค.ศ. ดังนี้

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

มีหลายเสียงสะท้อนของข้าราชการครูผ่านสื่อสารออนไลน์ เป็นต้นว่า “เปลี่ยนเกณฑ์ใหม่อีกแล้ว เกณฑ์เก่ายังไม่เข้าใจเลย” หรือ “เกณฑ์ใดๆ ก็ใช้การประเมินผ่านกระดาษ ไม่มีการดูของจริง” หรือ “ครูทำงานทุกวัน เกิดความเชี่ยวชาญทุกวัน เมื่อถึงเวลา ควรจะเลื่อนให้ไปเลย ไม่ต้องมีการประเมินให้เสียเวลา” หรือ “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน” ซึ่งข้อคิดเห็นเหล่านี้ เชื่อว่าผู้มีอำนาจในระดับนโยบายได้รับรู้ เข้าใจ และพยายามแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดของข้าราชการครูอยู่แล้ว

แต่การบริหารงานบุคคล จำต้องยึดตัวบทกฎหมายที่กำหนด บทความสั้นนี้ ผู้เขียนพยายามประมวลข้อมูลความรู้ทั้งในแง่ข้อกฎหมาย และหลักวิชาการ เพื่ออธิบายความจากฐานข้อมูลของก.ค.ศ.ที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มพรมแดนความรู้ความเข้าใจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้ความคิดเห็นในการอธิบาย ทั้งนี้ มิประสงค์จะให้เกิดข้อขัดแย้งทางความคิดขึ้น แต่ละท่านมีสิทธิ์ที่จะคิดเห็นแตกต่างกันได้

หนังสือ กำหนดวันเวลาปฏิบัติงานของข้าราชการครู

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 30 กันยายน 2547

ข้อ 5 ให้สถานศึกษาเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 08.30 น.ถึง 16.30 น. หยุดกลางวัน เวลา 12.00 น. ถึง 13.00 น. เป็นเวลาทำงานตามปกติ โดยมีวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ หยุดราชการเต็มวันทั้งสองวัน

สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาทำงาน หรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์นอกจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดและรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้ ต้องมีเวลาทำงานสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

จากระเบียบดังกล่าว แปลความว่า ข้าราชการครูมีเวลาปฏิบัติงานวันละ 7 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาพักตอนเที่ยงวัน) สัปดาห์ละ 5 วัน รวมทั้งสิ้น ไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์

หนังสือ กำหนดชั่วโมงปฏิบัติงานของข้าราชการครู

เมื่อ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ ตาม ว.21ในวันที่ 5  กรกฎาคม 2560 โดยกำหนดจำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งในคุณสมบัติผู้ประสงค์จะขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อีกทั้งใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับข้าราชการครูทั่วประเทศ ว่า จะต้องมี “จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน” 4 รายการ ตามหนังสือที่ ศธ 0206.3/0635 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ดังนี้

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

สำหรับกรณีข้าราชการครูรายใด ประสงค์จะยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ต้องมีชั่วโมงการปฏิบัติงานในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมง โดยชั่วโมงการปฏิบัติงาน  ต้องมีชั่วโมงการมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง และต้องมีชั่วโมงสอนขั้นต่ำตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด  ส่วนครูเชี่ยวชาญหรือวิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีชั่วโมงการปฏิบัติงานในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมง โดยชั่วโมงการปฏิบัติงาน ต้องมีชั่วโมงการมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง และต้องมีชั่วโมงสอนขั้นต่ำตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด

เมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดเวลาปฏิบัติงานของข้าราชการครู ไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน ทั้ง 4 รายการ ตามหนังสือ ก.ค.ศ.ฉบับนี้ จะต้องมีชั่วโมงปฏิบัติงานรวมกัน ไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง/สัปดาห์

หนังสือ กำหนดชั่วโมงสอนขั้นต่ำ

ตามหนังสือที่ ศธ 0206.3/0635 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2560 กำหนดชั่วโมงสอน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของรายการจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติงานของข้าราชการครู นั้น ดังต่อไปนี้

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

จากหนังสือสั่งการของ ก.ค.ศ. ดังกล่าว แปลความได้ว่า ข้าราชการครู มิใช่มีเพียง “ชั่วโมงปฏิบัติงาน” เป็นเพียง “ชั่วโมงสอน” เท่านั้น แต่ให้นับรวม ชั่วโมงสนับสนุนการเรียนรู้ ชั่วโมงการเข้าร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และชั่วโมงการตอบสนองนโยบายและจุดเน้น รวมกันด้วย

ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ม.27 (1) ผู้บริหารสถานศึกษา มีอำนาจและหน้าที่บริหารงานบุคคลฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด เมื่อ ก.ค.ศ.กำหนดให้มี ว20,ว21,ว22, ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 หรือ หนังสือ ศธ 0206.3/0635 จึงต้องบริหารจัดการ “จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน” ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด นั่นคือ เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดว่า ข้าราชการครูรายใด จะให้มี “จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน” ทั้ง 4 รายการ เป็นจำนวนเท่าใด แน่นอนว่า คงจะต้องปรากฏร่องรอยบนหลักฐานทางราชการได้

การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเวลาไว้อย่างไร

อ้างถึง คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. 293/2551 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีสาระสำคัญว่า ให้สถานศึกษาจัดเวลาเรียนพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสภาพของผู้เรียน ดังแผนภาพ

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

โดยสรุปว่า ระดับประถมศึกษา กำหนดเวลาเรียน ไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมง ต่อปี ระดับมัธยมศึกษา ไม่น้อยกว่า 1,200 ต่อปี ซึ่งมีเวลาเรียนวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง สำหรับระดับประถมศึกษา และไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมง สำหรับมัธยมศึกษา

เมื่อกำหนดเวลาปฏิบัติราชการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการครูมีเวลาปฏิบัติงาน วันละ 7 ชั่วโมง หากกำหนดเวลาสอนทั้งวันๆ ละ 5 ชั่วโมง ก็จะมีเวลาสำหรับการปฏิบัติงานในอีก 3 รายการ วันละ 2 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง รวมเวลาปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง จำนวน 40 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 1,400 ชั่วโมง (สอน 1,000 + งานอื่น 400)

การประเมินเลื่อนเงินเดือน แบบ PA เป็นอย่างไร

ปัจจุบันข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการ เพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (หนังสือ สนง.ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว.20 ลว. 30 ตุลาคม 2561) ในข้อ 7 ให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้รับการประเมิน ทั้งนี้ ให้พิจารณาจากข้อตกลงของส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานทางการศึกษา มาตรฐานและภาระงานขั้นต่ำที่ได้มีการจัดทำและกำหนดไว้

คำว่า “มาตรฐานและภาระงานขั้นต่ำ” ที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญในข้อตกลงในการพัฒนางาน เพื่อใช้ประเมินเลื่อนเงินเดือนนั้น จะต้องมาจาก “มาตรฐานตำแหน่งครู” ที่ ก.ค.ศ. กำหนด รวมความถึง จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงานตามหนังสือ ก.ค.ศ. ด้วย

มาตรฐานตำแหน่ง ครู

ก.ค.ศ. ได้กำหนด มาตรฐานตำแหน่ง ครู ไว้ในหนังสือ ว.20/60 ไว้ว่า “มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ บริหารจัดการชั้นเรียน พัฒนาผู้เรียน อบรมบ่มนิสัยให้ผู้เรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ปฏิบัติงานทางวิชาการของสถานศึกษา ประสานความร่วมมือกับผุ้ปกครอง บุคคลในชุมชน และหรือสถานประกอบการเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน การบริการสังคมด้านวิชาการ พัฒนาตนเองและวิชาชีพ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย”  ซึ่งมาตรฐานตำแหน่งนี้ นำมากำหนดเป็นตัวชี้วัดในการประเมินเลื่อนเงินเดือน ในแบบ 2 ได้แก่

         ตอนที่ ๑ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย

         1.ด้านการจัดการเรียนการสอน

1.1 การสร้างและหรือพัฒนาหลักสูตร

เพิ่มเพื่อน

1.2 การจัดการเรียนรู้

1.2.1 การออกแบบหน่วยการเรียนรู้

1.2.2 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้/แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล/แผนการสอนรายบุคคล/แผนการจัดประสบการณ์

1.2.3 กลยุทธ์ในการจัดการเรียนรู้

1.2.4 คุณภาพผู้เรียน

1.2.4.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ

1.2.4.2 ผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์

1.3 การสร้างและการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้

1.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

1.5 ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ และหรือวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน

2.ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน

2.1 การบริหารจัดการชั้นเรียน และจัดทำข้อมูลสารสนเทศ

2.2 การจัดระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน

3.ด้านการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ

3.1 การพัฒนาตนเอง

3.2 การพัฒนาวิชาชีพ

๔.งานอื่นที่ได้รับมอบหมาย

(หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๗/ว20 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561)

         และเมื่อ ว.20/60 ถูกยกเลิกตามหนังสือ ว.3/2564 ลงวันที่ 26 มกราคม 2564 โดยกำหนดข้อความต่อไปนี้แทนหน้าที่และความรับผิดชอบของครู มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งพัฒนาตนเองและวิชาชีพ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย” ดังแผนภาพ

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

 

มาตรฐานตำแหน่งครู ตาม ว.3/64 ซึ่งจะนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินเลื่อนเงินเดือน แทน ว.20/2560 และ ว.20/2561 ได้แก่

ด้านที่ 1 การจัดการเรียนรู้    ประกอบด้วย

                  1.1 สร้างและหรือพัฒนาหลักสูตร โดยจัดทำรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร ให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะและการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ

                  1.2 ปฏิบัติการสอน โดยออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะประจำวิชา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะที่สำคัญตามหลักสูตร

                  1.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และส่งเสริมผู้เรียน ได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ เรียนรู้ และทำงานร่วมกัน

                  1.4 สร้างและหรือพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด และสามารถสร้างนวัตกรรมได้

                  1.5 วัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

                  1.6 ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ และหรือวิจัย เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมต่อคุณภาพผู้เรียน

                  1.7 จัดบรรยากาศที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดกระบวนการคิด ทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

                  1.8 อบรมบ่มนิสัยให้ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และค่านิยมความเป็นไทยที่ดีงาม

ด้านที่ 2 การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้  ประกอบด้วย

2.1 จัดทำข้อมูลสารสนเทศของผู้เรียน และรายวิชา เพื่อใช้ในการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

2.2 ดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน โดยใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนรายบุคคล และประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน

2.3 ร่วมปฏิบัติงานทางวิชาการ และงานอื่นๆ ของสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา

2.4 ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง ภาคีเครือข่าย และหรือสถานประกอบการเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน

ด้านที่ 3 การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ประกอบด้วย

3.1 พัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา สมรรถนะทางวิชาชีพครู ความรอบรู้ในเนื้อหาวิชาและวิธีการสอน

3.2 มีส่วนร่วม และเป็นผู้นำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้

3.3 นำความรู้ ความสามารถ ทักษะที่ได้จากการพัฒนาตนเองและวิชาชีพมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้

 

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ เอกสารทางราชการ ใช้ประกอบการประเมิน ว.21

เมื่อหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตาม ว.21/2560 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น จะต้องมีคุณสมบัติ 5 ข้อ ดังนี้

1) มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครูวิทยฐานะปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ (วฐ.1)

2) มีชั่วโมงการปฏิบัติงานในตำแหน่งครู หรือตำแหน่งครูในวิทยฐานะที่ดำรงอยู่ปัจจุบันในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ ไม่น้อยกว่า 800 ชั่วโมงต่อปี สำหรับการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และไม่น้อยกว่า 900 ชั่วโมงต่อปี สำหรับการขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญหรือเชี่ยวชาญพิเศษ

3) มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย หรือจรรยาบรรณวิชาชีพ ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

4) ผ่านการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ

5) มีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ สายงานการสอน ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปีการศึกษาติดต่อกัน นับถึงวันสิ้นปีการศึกษาก่อนวันที่ยื่นคำขอ ซึ่งได้มีการประเมินตามหลักเกณฑ์ ข้อ 5 และมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 6 ไม่น้อยกว่า 3 ปีการศึกษา โดยพิจารณาจากข้อมูลที่บันทึกไว้ในแบบประเมินผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งครู รายปีการศึกษา (วฐ.2)

ดังนั้น เอกสารประกอบการอ้างอิงคุณสมบัติแต่ละข้อ จึงมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งก็ต้องเป็นเอกสารทางราชการที่เจ้าพนักงาน (ผู้อำนวยการสถานศึกษา) จัดทำขึ้นหรือรับรองขึ้นในหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ให้ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงคุณสมบัติ ก่อนจะพิจารณาอนุมัติให้เลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้นได้

สำหรับคุณสมบัติข้อที่ 2 จำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน เอกสารที่ใช้ในการอ้างอิงการรับรองเป็นชั่วโมงปฏิบัติงาน เป็นเพียงเอกสาร เพื่อให้สามารถ “นับจำนวนชั่วโมงปฏิบัติงาน” ตามเงื่อนไขของการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ คือ 800-900 ชั่วโมง เท่านั้น มิใช่เอกสารอะไรมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องการ “นับจำนวนชั่วโมงการปฏิบัติงาน” อย่างที่เข้าใจคาดเคลื่อนตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ดังเช่น

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

 

บทสรุป

หลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตาม ว.21/2560 มีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ประสงค์จะขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น ได้สั่งสมประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอน เพื่อแสดงถึงความชำนาญการและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ มีการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพครู และสามารถยกระดับคุณภาพครูให้มีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ตามนโยบายการศึกษา

ซึ่งคำว่า “ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน” ที่ครูจะต้องสะสม “ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ” อย่างสอดคล้องกันนั้น ดังแผนภาพที่ผู้เขียนได้อธิบายในภาพรวมทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ จะต้องวิเคราะห์แยกแยะให้ได้ว่า “เอกสารร่องรอยหลักฐาน” ที่ใช้อ้างอิงคุณสมบัติในเชิงปริมาณ คืออะไร เชิงคุณภาพ คืออะไร จะใช้เพื่อตัดสินอะไร มิฉะนั้น จะทำให้พี่น้องครูเกิดความสับสน นำความปะปนกัน และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “การประเมินเลื่อนวิทยฐานะ” ใช้เอกสารเยอะแยะมากมาย ไม่เกิดประโยชน์

เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”
เมื่อครูผู้สอนสะท้อนว่า “ไม่มีเวลาทำวิทยฐานะ มีแต่เวลาสอน ด้าน ก.ค.ศ. ว่าอย่างไร”

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, สำนักงาน. (2561) . หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผล

                  การปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.7/ว.20

ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561.

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, สำนักงาน. (2562). การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการ

                  ครูและบุคลากรทางการศึกษา. หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.7/ว.6 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2562.

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, สำนักงาน. (2564). INFO การประเมินวิทยฐานะครู

              ช่วงเปลี่ยนผ่านจากเกณฑ์เก่าสู่ระบบ PA.

https://otepc.go.th/th/content_page/item/3265-pa.html

ราชกิจจานุเบกษา. (2547). พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547.

เล่ม 121/ตอนพิเศษ 79 ก/หน้า 22/23/23 ธันวาคม 2547.

ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. 254 หน้า.

ประวัติ ผู้เขียนบทความ – ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา, โทร.062-7945366

ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรี (การประถม) มข., ปริญญาตรี (นิติศาสตร์), ปริญญาโท (การวิจัยและประเมินผลการศึกษา), ปริญญาเอก (ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค)

         ประสบการณ์วิทยากร ด้านวิทยฐานะ 2538-40 (อ.2/7), 2540-47 (อ.3/8) 2547-50 (คศ.3เชิงประจักษ์), 2550-53 (คศ.3 ว.17), 2554-55 (คศ.3-4 ก่อนแต่งตั้ง) 2556-57 (เยียวยาคศ.4/ว.17), 2558  (ว.7/58 ว.PA), 2560-2563 (ว.21/ว.23 ทั่วประเทศ)  2564 -ว.PA64 (ทั่วประเทศ)

         ประธานหลักสูตรอบรมครูที่สถาบันคุรุพัฒนาอนุมัติ 73 หลักสูตร ปี 2561-2564 ทั้งพบปะ + ออนไลน์ หน่วยพัฒนา หจก.เพื่อครู

ครูอัพเดตดอทคอม ขอขอบคุณบทความจาก ดร.รัชศักดิ์ แก้วมาลา