5 คำถามจาก(ร่าง)พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: สัญญาณความถดถอยของการศึกษาไทย?

425
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

5 คำถามจาก(ร่าง)พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: สัญญาณความถดถอยของการศึกษาไทย?

สวัสดีค่ะ วันนี้ครูอัพเดตดอทคอม มีบทความที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ(ร่าง)พรบ.การศึกษาแห่งชาติ: สัญญาณความถดถอยของการศึกษาไทย? ที่กำลังพูดถึงมากในขณะนี้มาฝากกันค่ะ โดยเป็นบทความของท่าน รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก

มีเนื้อหาดังนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก
ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา

๑.จากบทความ#####จาก”ผู้อำนวยการ” สู่ตำแหน่ง “หัวหน้าสถานศึกษา” เปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร? ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริหาร โพสต์เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๔ มีผู้แชร์ ๒๓๕ ครั้ง.                                                   >> https://www.kruupdate.com/38577/

๒.จากบทความ#####๕ คำถาม จาก”ใบอนุญาต” สู่ “ใบรับรอง” หรือความหมายจะวิบัติในกฎหมายการศึกษา? ที่ส่งผลกระทบต่อครู โพสต์เมื่อวันที่ “๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ มีผู้แชร์ ๒๐๗ ครั้ง >>https://www.kruupdate.com/38718/

จากจำนวนครั้งของการแชร์สองบทความข้างต้น แสดงว่ามีผู้สนใจ(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษา จำนวนพอสมควร.

วันนี้ จึงขอเขียนบทความ มาตราที่ส่งผลกระทบต่อสภาวิชาชีพครูคือ”คุรุสภา” และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)

คำถามที่ ๑ การออกกฎหมายละเมิดอำนาจ “พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖” เป็นการกระทำที่สมควรกระทำหรือไม่? เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลกลุ่มใด?

ที่มา (ร่าง) มาตรา ๔๐ กำหนด”ให้มีองค์กรของครู เรียกว่า “คุรุสภา” มีหน้าที่และอํานาจในการออก ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครู การพักใช้ และการเพิกถอนใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครู ดูแล ส่งเสริม ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ และประโยชน์อื่นใด รวมตลอดทั้ง การพัฒนาครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษา ผู้ช่วยครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษา และครู ให้สอดคล้องกับ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ และหน้าที่อื่นที่จะยังประโยชน์ต่อครู ซึ่งต้องมิใช่หน้าที่และอํานาจในการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ใด เว้นแต่เป็นการต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา ๑๐๐”

##อะไรคือข้อกำหนดที่ ละเมิดกฎหมายและลดศักดิ์ศรีของสภาวิชาชีพครูคือ”คุรุสภา”?
(ร่าง) มาตรา ๑๐๐”วรรคสอง “ครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่และยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมาย ว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีสิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามกฎหมายดังกล่าว หรือจะขอใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครูตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

เพิ่มเพื่อน

###กฎหมายมาตรา ๑๐๐ วรรคสองข้างต้น เสมือนกับเป็น”กฎหมายอภัยโทษ” ให้ครูที่ไม่มีคุณสมบัติตาม”พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖”โดย ให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยอัตโนมัติ เป็นการออกกฎหมายที่ละเมิดกฎหมายอื่น ที่มีศักดิ์เป็น”พระราชบัญญัติ”เท่าเทียมกัน ที่สำคัญคือ”การออกกฎหมายเยี่ยงนี้ สามารถกระทำได้หรือไม่? การออกกฎหมายที่ทำให้คนที่ทำผืดกฎหมายกลายเป็นคนที่ทำถูกกฎหมาย และบุคคลกลุ่มใดได้ผลประโยชน์?

คำถามที่ ๒ ลดศักดิ์ศรี “คุรุสภา” ในการเป็นสภาวิชาชีพทางวิชาการ ทำไม?

(ร่าง) มาตรา ๓๗ ครูซึ่งจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) (ข) ต้องมีใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู ความเป็นครู เว้นแต่ เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและจัดกระบวนการเรียนรู้วิชาหนึ่งวิชาใดเป็นการเฉพาะตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขทกี่ ระทรวงศึกษาธิการกําหนด
ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ การกําหนดมาตรฐานความเป็นครู การออก การพักใช้ และการเพิกถอนใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครู และการปฏิบัติตาม มาตรฐานและจรรยาบรรณของความเป็นครูให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่คุรุสภาต้องนําผล การศึกษาวิจัยตามมาตรา ๓๖ มาเป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งในการออกใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู ความเป็นครู

#ผลการศึกษาวิจัยตามมาตรา ๓๖ มาจากไหน?
(ร่าง) มาตรา ๓๖ ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและสํานักงานกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาร่วมกันจัดให้มีการศึกษาและวิจัยหาต้นแบบ กระบวนการ และวิธีการที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนในการผลิตครู ที่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) รวมตลอดทั้งวิธีการในการพัฒนาศักยภาพครูให้สูงขึ้นและทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ได้
ความในวรรคหนึ่งไม่เป็นการตัดอํานาจหรือสิทธิของสถาบันอุดมศึกษาในการศึกษา และวิจัยตามหน้าที่ของตน

###ทำไมจึงเป็นการ”ลดศักดิ์ศรีคุรุสภา”หรือทำให้”คุรุสภาไร้ศักดิ์ศรี”?
เนื่องจากคุรุสภาเป็นสภาของวิชาชีพครู ควรที่จะต้องพัฒนาองค์กรวิชาชีพครูให้เข้มแข็งด้วยตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาด้วยงานวิจัย ที่สามารถจะใช้พลังของครูที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่น้อยกว่าแปดแสนคน ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กร และศักยภาพครูให้เข้มแข็งได้ แต่(ร่าง)กฎหมายฉบับนี้กลับกำหนดให้ต้องพึ่งพาคณะกรรมการนโยบายและสํานักงานกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งโดยนัยยะคือ “การวิจัยทางการศึกษาจะต้องเป็นอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการฯ”รวมทั้งงบประมาณด้วย

คำถามที่ ๓.(ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……….” ยึดอำนาจอะไรบ้างจากคุรุสภา?

#เปรียบเทียบ “(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……….” กับ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒”

##๑.(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ………
มาตรา ๔๐ ให้มีองค์กรของครู เรียกว่า “คุรุสภา” มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้
(๑)ออกใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครู
(๒)การพักใช้ และการเพิกถอนใบรับรองการประกอบวิชาชีพครูความเป็นครู
(๓)ดูแล ส่งเสริม ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ และประโยชน์อื่นใด
(๔)รวมตลอดทั้ง การพัฒนาครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษา ผู้ช่วยครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษา และครู ให้สอดคล้องกับ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ และ
(๕)หน้าที่อื่นที่จะยังประโยชน์ต่อครู

##๒.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒”
มาตรา ๕๓ ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
(๑)มีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพ ในกำกับของกระทรวง
(๒)มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ
(๓)ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
(๔)กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
(๕)รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา
(๖)ให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด
(๗)การจัดให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
(๘)คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

###สรุป .(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ………ยึดอำนาจและหน้าที่ของคุรุสภาไปจากกฎหมายฉบับเดิม คือ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒” ดังต่อไปนี้
(๑)คุรุสภาไม่มีฐานะเป็นองค์กรอิสระอีกต่อไป
(๒)คุรุสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ อีกต่อไป
(๓)คุรุสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ อีกต่อไป
(๔)คุรุสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการพัฒนาวิชาชีพ อีกต่อไป
(๕)คุรุสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อีกต่อไป และ
(๖)คุรุสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น อีกต่อไป

คำถามที่ ๔ (ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……..ยึดอำนาจและหน้าที่ไปจากคุรุสภาด้วยกฎหมายมาตราใดบ้าง?

กฎหมายที่ยึดอำนาจไปจากคุรุสภา มีดังต่อไปนี้
(๑)มาตรา ๓๗ วรรคสาม “ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู ความเป็นครูให้ใช้ได้ตลอดไป แต่ครูต้องเข้ารับการ พัฒนาตามระยะเวลาที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการนั้น
สรุป ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใช้ได้ตลอดชีพ ไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการต่ออายุใบอนุญาตอีกต่อไป
หมายเหตุ ประเด็นนี้ครูอาจจะชอบ

มาตรา ๓๘ วรรคสอง ครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษานอกจากต้องเคยทําหน้าที่ครูมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีและ ผู้ช่วยครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษามาแล้ว ต้องมีความรู้ด้านการบริหารศึกษา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของครู “แต่จะกําหนดเงื่อนไขให้ต้องได้รับใบอนุญาตมิได้”
สรุป หัวหน้าสถานศึกษา(ผู้บริหารสถานศึกษา) ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งผู้บริหารการศึกษา(ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา)ก็ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษาด้วย
หมายเหตุ ประเด็นนี้ผู้เกี่ยวข้องอาจจะชอบ

มาตรา ๖๘ วรรคห้า ศึกษานิเทศก์ต้องแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยเป็นครูใหญ่หัวหน้าสถานศึกษา ผู้ช่วยครูใหญ่ หัวหน้าสถานศึกษา หรือครูมาแล้วตามระยะเวลา และตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่จะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องได้รับใบอนุญาตมิได้
สรุป ศึกษานิเทศก์ก็ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ด้วย
หมายเหตุ ประเด็นนี้ศึกษานิเทศก์อาจจะชอบ

หมายเหตุ นอกจากยึดอำนาจจากคุรุสภาแล้ว(ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……….” ฉบับนี้ ยังมีเจตนายุบเลิกการมี”องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู คือ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)
โดยการไม่กำหนดให้มีหน่วยงานเช่นเดียวกับ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒”ที่กำหนดในมาตรา ๕๔ “ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ และระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูโดยยึดหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด”

#####สิ่งที่(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…….ควรกำหนดคือการสร้างความเข้มแข็งโดยออกกฎหมายให้ คุรุสภา”เป็นสภาวิชาชีพครูโดยแท้จริง” มิใช่เป็น”เป็นสภาของผู้ประกอบวิชาชีพครู” และยกระดับให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)เป็นหน่วยงานหลัก แยกออกมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

คำถามที่ ๕ เหตุใด(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……….จึงมีเจตนายึดอำนาจคุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพครู และและยุบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)?

คำตอบคำถามนี้ คงต้องอนุมานจากบทบาทของทั้งสองหน่วยงาน ที่ควบคุมกำกับและมีอำนาจหน้าที่ ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและการเข้าสู่ตำแหน่งของครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ จำนวนไม่น้อยกว่าแปดแสนคนทั่วประเทศ

#####ถ้าลดบทบาททั้งสองหน่วยงานลง การเข้าไปกำกับแทรกแซงก็ทำได้ง่ายขึ้น ผลประโยชน์ในด้านอำนาจบารมีและผลประโยชน์อื่นก็จะมีมากขึ้นด้วย

โดยสรุป(ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……….ฉบับนี้ มีจุดเด่นสามประการ คือ

#หนึ่ง ลดความเข้มแข็งในการจัดการศึกษาของภาครัฐ
##สอง เอื้อประโยชน์ในการจัดการศึกษาของภาคเอกชน
###สาม สร้างเงื่อนไขในการบริหารจัดการการศึกษาของรัฐ โดยศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง

รออ่านการวิเคราะห์(ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ……… มาตราอื่นๆครับ ถ้าสนใจ

ครูอัพเดตดอทคอม ขอขอบคุณบทความจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก
ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา