Take a fresh look at your lifestyle.

Advertisement

4รูปแบบกิจกรรม ลดเวลาเรียน เลขาฯ กพฐ.ชี้ปรับลดวิชาการ ยันมาเรียน-กลับบ้านเวลาเดิม

Advertisement

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบาย การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งจะปรับลดเวลาเรียนวิชาการในชั้นเรียนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. โดยช่วงเวลาต่อจากนั้น จะให้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กให้เหมาะสมตามวัย เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุข ซึ่งจะนำร่องในโรงเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 3,500 โรงเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โดยจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 225 เขต จะเปิดรับสมัครโรงเรียนที่มีความพร้อม และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ

เพิ่มเพื่อน

ดร.กมล
กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในช่วงเช้านักเรียนจะได้เรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ส่วนช่วงบ่ายภายหลังเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป
จะเป็นกิจกรรมที่เน้นปฏิบัติและบูรณาการ เบื้องต้น
สพฐ.ได้กำหนดกิจกรรมให้โรงเรียนเลือกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของ
พื้นที่ทั้งสิ้น 4 กิจกรรม ดังนี้

Advertisement

1. กิจกรรมเสริมสร้างทักษะ ที่เน้นให้เด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียน
โดยกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ในช่วงเช้า
เพื่อให้เด็กมีทักษะและลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การทำโครงงาน การวาดรูป
เล่นละครประวัติศาสตร์ เป็นต้น

2. กิจกรรมเสรี ให้โรงเรียนจัดตามความเหมาะสม และความพร้อม อาทิ
ชมรมจิตอาสา ชมรมกีฬา ฯลฯ

3. กิจกรรมสอนอาชีพ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.กว่าหมื่นโรงมีความต้องการเรื่องดังกล่าว
โดยโรงเรียนอาจชักชวนผู้ปกครอง
หรือภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ามาร่วมให้ความรู้และสอนอาชีพแก่นักเรียน
รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิตด้วย

4. กิจกรรมสอนเสริมวิชาการ ซึ่งไม่ใช่การติวเด็ก
แต่เป็นการดูแลเด็กที่มีปัญหาเรียนอ่อน หรือสอนการบ้าน เป็นต้น

Advertisement

 “สพฐ.มีแนวทางชัดเจนว่า
การจัดกิจกรรมใดก็ตาม ต้องไม่เก็บเงินจากผู้ปกครองแม้แต่บาทเดียว
โรงเรียนจะต้องมีความพร้อมในการจัด และ สพฐ.จะสนับสนุนตามความเหมาะสม
และทุกกิจกรรมจะออกแบบให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน ไม่ได้ปล่อยให้เด็กมีอิสระโดยมีครูดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
ยืนยันว่า เด็กนักเรียนทุกคนยังคงมาเรียนและกลับบ้านเวลาเดิม” เลขาธิการ กพฐ.
กล่าวและว่า เชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นการพลิกโฉมการศึกษาอย่างชัดเจน
แต่คุณภาพการศึกษายังคงอยู่ ขณะที่นักเรียนและผู้ปกครองมีความสุข
ส่วนครูอาจจะต้องเหนื่อยในช่วงแรก

ดร.กมล กล่าวต่อว่า ส่วนแผนการดำเนินงานต่อจากนี้จะหารือกับ
รมว.ศึกษาธิการ
ในการกำหนดแผนขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดย
สพฐ.ได้ตั้งคณะทำงานพร้อมจัดทำคู่มือการบริหารจัดการเรื่องการลดเวลาเรียน
ให้แก่สถานศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติ
รวมถึงตารางกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครูได้นำไปประยุกต์ใช้
ขณะเดียวกันจะเปิดเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นจากนักเรียนด้วยว่า
อยากได้กิจกรรมรูปแบบไหน อย่างไรก็ตาม
ตนจะเรียกประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขต
และโรงเรียนประถมศึกษาที่นำร่องในเรื่องดังกล่าวมารับฟังแนวปฏิบัติ
เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จในอนาคต

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์
ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.) องค์การมหาชน
กล่าวว่า แต่ละนโยบายมีข้อดีข้อเสีย ซึ่งสามารถแก้ไขได้
แต่ขอให้ดำเนินการต่อเนื่อง กรณีนโยบายลดชั่วโมงเรียนวิชาหลักลง และเพิ่มกิจกรรม
เพื่อทำให้เด็กได้เปลี่ยนบรรยากาศจากเรียนในห้อง ควรมีการเพิ่มวิชาทั้งวิชาชีพ
และวิชาที่เด็กชอบ
โดยส่วนกลางต้องออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ที่มีความ
แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสังกัด สพฐ.กว่า 38,000 โรงเรียน
เป็นโรงเรียนขนาดเล็กถึง 20,000 กว่าแห่ง และมีครูไม่ครบชั้น
โรงเรียนหนึ่งมีครูต่ำกว่า 6 คน และส่วนใหญ่ไม่ผ่านการประเมินจาก สมศ.
โดยโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่รัฐควรเข้ามาดูแลและพัฒนา
โดยเฉพาะเรื่องของการอบรมพัฒนาครู ซึ่งที่ผ่านมา โรงเรียนนี้แก้ปัญหาโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน
และจัดกิจกรรม หรือจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น ทำให้ส่วนใหญ่ค่อยๆ พัฒนา
และผ่านการประเมินจาก สมศ.แล้ว

ผอ.สมศ. กล่าวต่อว่า บริบทแต่ละประเทศแตกต่างกัน
เวลาดูการจัดการสอนของแต่ละแห่ง จะไม่เหมือนกัน อย่างประเทศฟินแลนด์ เด็กเรียนวิชาการน้อย
แต่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีกว่าเด็กไทยที่เรียนวิชาการเยอะ แต่ทั้งนี้
ต้องเข้าใจว่า ฟินแลนด์มีขนาดพื้นที่เล็ก และมีจำนวนเด็กและโรงเรียนน้อยกว่ามาก
ดังนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบกับของประเทศไทยไม่ได้ อีกทั้งวัฒนธรรมของไทย
ต้องกำกับดูแล เด็กต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนอะไรจึงต้องค่อยๆ
ผ่อนคลาย ไม่ใช่เข้มงวดอยู่แล้วปล่อยอิสระทันที จะทำให้เด็กเสีย
โดยเริ่มจากจุดคิดก่อน ไม่ใช่สอนให้เด็กเรียนแบบไม่เครียด
แต่ควรสอนให้เด็กรู้จักรับมือกับความเครียด และฝึกบริหารความคิดให้ได้
ไม่ใช่ทำเหมือนพ่อแม่สมัยนี้ ที่ปกป้องลูกจนเปราะบาง รับมือกับปัญหาต่างๆ
ในอนาคตไม่ได้

ขอขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

You might also like