ผลิตครู เพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง : หรือเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพ ? โดย ดิเรก พรสีมา

366
ผลิตครู เพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง : หรือเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพ ? โดย ดิเรก พรสีมา
ผลิตครู เพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง : หรือเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพ ? โดย ดิเรก พรสีมา

ผลิตครู เพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง : หรือเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพ ? โดย ดิเรก พรสีมา

ผลิตครูเพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง : หรือเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพ ?
ดิเรก พรสีมา คณบดีวิทยาลัยการฝึกหัดครู มรภ พระนคร

เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๘ นักธุรกิจและนักการศึกษาชั้นนำของไทย นำโดยคุณบัณฑูร ล่ำชำ และศาสตราจารย์ ดร.
สิปปนนท์ เกตุทัตได้ไปปรึกษาหารือกันที่ธนาคารกสิกรไทยของคุณบัณฑูร ประเด็นหลักในการหารือคือการหาคำตอบว่าทำอย่างไรประเทศไทยของเราจึงจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน แข่งขันกับประเทศชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและบนโลกได้
ในที่ประชุม นอกจากมีผู้นำทางการศึกษาและผู้นำทางธุรกิจดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้นำด้านการประกอบการ เช่นตัวแทน
หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ฝ่ายความมั่นคง ภาคประชาชน ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำในสาขาวิชาชีพชั้นสูงอื่น ตลอดจนผู้นำทางศาสนาเข้าร่วมด้วย

ภายหลังการปรึกษาหารือ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ประเทศของเราจำป็นจะต้องปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ ต้องปฏิรูป
การศึกษาให้คนไทยมีคุณภาพสูง ให้สามรถแข่งขันได้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียและในเวทีโลก ส่วนรายละเอียดว่าจะปฏิรูปอะไรทำไม และอย่างไรนั้นคงต้องมีการศึกษา วิจัย วิเคราะห์ และระดมความคิดเห็นของผู้คนจากหลากหลายภาคส่วน ให้มาร่วมกันคิดและ ร่วมกันเป็นเจ้าของ ร่วมกันในการนำไปสู่การปฏิบัติ และที่สำคัญจะต้องหาเจ้าภาพเพื่อมาดำเนินงานทางธุรการในเรื่องนี้ให้เกิดความต่อเนื่อง งานจึงจะสำเร็จ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในขณะนั้น (ดร.รุ่ง แก้วแดง ทำหน้าที่เลขาธิการ) จึงได้รับการทาบทามให้มาทำหน้าที่เลขานุการของคณะทำงาน และได้ขอร้องให้ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน

ในขณะที่ภาคธุรกิจและการศึกษากำลังหารือกันอยู่นั้น ฝ่ายการเมือง ก็กำลังดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔- อยู่พอดี ทุกคนในคณะทำงานมองเห็นเป็นโอกาสว่าถ้ามีบทบัญญัติสักมาตราใดมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้ประเทศไทยมีกฎหมายการศึกษาได้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือก็จะสำเร็จ การประสานงานกับฝ่ายที่ยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในขณะนั้นจึงเกิดขึ้นพร้อมกับคำถามที่ว่า กฎหมายการศึกษาของเราควรมีสาระเกี่ยวกับเรื่องอะไร จึงจะทำให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญมองเห็นประโยชน์ และให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปการศึกษาจะต้องได้รับการสนับสนุนจากครู ผู้บริหารการศึกษาที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว ประชาชน และผู้มีผลประโยชน์ได้เสียกับการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาจึงจะสำเร็จ

คณะทำงานที่จะมากำหนดว่าเราจะปฏิรูปอะไร อย่างไร และจะมีใครมาเกี่ยวข้องบ้างจึงเกิดขึ้นคณะทำงานได้ตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมากว่า ๓๐ คณะเพื่อไปศึกษา วิเคราะห์ วิจัยระบบการศึกษาของไทยและของประเทศชั้นนำทั้งหลายของโลก โดยเลือกคณะทำงานที่มีความรู้ ความสนใจ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในระบบการศึกษา
ของประเทศนั้นๆ ให้มาศึกษา วิคราะห์ทั้งระบบ ทั้งผลผลิตของระบบการศึกษา (output) กระบวนการผลิต (process) ทรัพยากรเพื่อการผลิต (input) และสิ่งแวดล้อม (environment) ของระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันกับ ระบบการศึกษาของไทย เพื่อจะหาคำตอบว่า “ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาของไทย ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ และยั่งยืน”

หนึ่งในคณะทำงานย่อยชุดนี้ก็คือคณะทำงานย่อยเกี่ยวกับการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งรวมทั้งผู้บริหาร
การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นด้วยว่า “ทำอย่างไร เราจึงจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของไทยมีความรู้ ความสามารถ มีสมรรถนะ ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ รับผิดรับชอบ ก่อให้เกิดผลดีต่อนักเรียน นักศึกษา และประชาชน” คล้ายๆกับครูและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศชั้นนำทางการศึกษาของโลก

เพิ่มเพื่อน

โจทย์ที่คณะทำงานชุดใหญ่ฝากมาอีกอย่างคือ “ทำอย่างไรวิชาชีพครูและผู้ประกอบวิชาชีพครูของไทยจึงจะได้รับการ
ยอมรับ และได้รับความไว้วางใจจากคนไทยเช่นเดียวกับการที่แพทย์และวิชาชีพแพทย์ของไทยได้รับการยอมรับจากประชาชน”

ควบคู่กันกับการศึกษา วิเคราะห์ระบบการผลิตและการพัฒนาครูของประเทศชั้นนำทางการศึกษาของโลกทั้งในส่วนที่
เป็นตัวป้อนเข้า กระบวนการผลิต ทรัพยากรทางการผลิต สถาพแวดล้อมของระบบการผลิต คณะทำงานชุดย่อยนี้จึงต้องศึกษาระบบการผลิตแพทย์ของไทย เพื่อที่จะได้นำข้อมูลที่ได้มาจัดทำข้อเสนอเชิงสาระบัญญัติเพื่อนำไปบรรจุไว้ในกฎหมายการศึกษา

จากการศึกษาและวิเคราะห์ระบบการผลิตครูของประเทศชั้นนำและระบบการผลิตแพทย์ของไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๘- ๒๕๔๐ คณะทำงานย่อยพบว่าคุณภาพของครูหรือของแพทย์ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบวนการผลิต คุณภาพของกระบวนการผลิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวป้อนเข้า ระบบการผลิตครูรับตัวป้อนเข้ามาจากสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิตของระบบย่อยอื่นๆที่ต่างส่งผลผลิตของตนออกไปสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นระบบใหญ่ของสังคม

ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ เราต้องใช้ครูผู้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง หรือที่ฝรั่งใช้คำว่า- professional. Fullan(2003) กล่าวว่าครูผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงต้อง: (๑) มีมาตรฐานความรู้ ความสามารถสูง เป็นมาตรฐานความรู้ความสามารถระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ ทั้งความรู้เกี่ยวกับนักเรียน เกี่ยวกับวิชาที่จะสอน เกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ซึ่งรวมทั้งเทคโนโลยีทั้งหลายที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้วย (๒ )รู้ว่าจะใช้ความรู้ใดใน (๑) กับสถานการณ์ใดและกับนักเรียนคนใด (๓) รับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจ การปฏิบัติ (accountable) และสามารถจัดการแก้ปัญหา ประสานกับบุคคลอื่นเพื่อเอื้อให้ตนทำงานได้สำเร็จ (๔) ทันสมัย ริเริ่ม สร้างสรรค์ ใช้สื่อและอุปกรณ์สมัยใหม่ในการทำงาน (๕) มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ยึดประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นที่ตั้ง และ (๖ )ได้รับคำตอบแทนตามระดับความสามารถและความเชี่ยวชาญของความเป็นวิชาชีพชั้นสูงของตน

การที่จะทำให้บัณฑิตครูของไทยมีมาตรฐานความรู้ มาตรฐานการปฏิบัติงาน(สมรรถะ และมาตรฐานการปฏิบัติตน (จรรยาบรรณสูง หมาะสมกับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงดังที่กล่าวถึงข้างต้น นักศึกษาครูของไทยก็ต้องศึกษาและได้รับการบ่มเพาะเป็นเวลานาน เช่นเดียวกันกับกรศึกษาและการบ่มเพาะของนักศึกษาแพทย์ หรือคล้ายกันกับระบบการศึกษาและบ่มเพาะครูของประเทศชั้นนำทั้งหลาย ในทุกองค์ประกอบของระบบการผลิตครู การศึกษาในระดับปริญญาตรีจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาครูของไทยมีคุณลักษณะและสมรรถณะของผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงได้ เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำทางการศึกษาทั้งหลายของโลกต่างก็ใช้บัณฑิตครูระดับปริญญาโทสอนนักเรียนมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษาถ้าอยากได้ครูที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง กระบวนการและระยะเวลาการผลิตครูก็ต้องเอื้อให้นักศึกษาครูเกิดและมีมาตรฐานความรู้ มาตรฐานการการปฏิบบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตนสูง

เพื่อให้สถาบันผลิตครูสามารถใช้กระบวนการผลิตครูดังที่กล่าวถึงข้างต้นได้ ตัวป้อนเข้าของระบบการผลลิตครูของไทย ทั้งนักศึกษาครู ครูของครู หลักสูตร สิ่งอำนวยความสะดวกทางการผลิต สื่อการเรียน สถานที่ฝึกปฏิบัติ หอพัก ฯ ก็จะต้องมีลักษณะคล้ายกันกับตัวป้อนเข้าของระบบการผลิตแพทย์ไทย หรือคล้ายกันกับตัวป้อนเข้าของระบบการผลิตครูของประเทศชั้นนำทางการศึกษาของโลก นั่นก็คือ (ดิเรก พรสีมา และคณะ: ๒๕๔๑; ดิเรก พรสีมา: ๒๕๖๐): (๑) นักศึกษาครูต้องมีคุณภาพสูง ต้องเป็นนักเรียน ม.๖ ระดับเยี่ยมของประเทศ เช่นเดียวกับนักศึกษาแพทย์ ต้องไม่รับนักศึกษาจำนวนมากๆ เกินความต้องการของผู้ใช้ครู (๒) หลักสูตรต้องมีมาตรฐานสูง ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศและของโลก ทั้งในส่วนที่เป็นวิชาพื้นฐานทั่วไป วิชาครู วิชาเอก วิชาเลือก ภาษาอังกฤษ ดิจิตัล ปัญญาประดิษฐ์ ศาสตร์พระราชา (๓) คณาจารย์หรือครูของครูต้องมีคุณภาพสูง ทันสมัย มีปริมาณพอเพียง มีความสามารถในการถ่ายทอดองค์ความรู้ มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีพี่เลี้ยงนักศึกษาครูประจำโรงเรียนร่วมผลิตครูที่มีความรู้และประสบการณ์ทางการสอน (Mentors) ร่วมให้คำแนะนำนักศึกษาครู (๔) มีสื่อ สถานประกอบการ ห้องปฏิบัติการ แหล่งเรียนรู้ หอพัก อุปกรณ์ที่จะเข้าถึง ICT, YouTube แหล่งเรียนรู้ดิจิตัล มีโรงเรียนร่วมผลิตครู
(Teacher Training Schools -TTS) ทั้งที่เป็นโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนร่วมผลิต (๕) มีผู้ทรงคุณวุฒิด้าน AI, Robot, etc.ที่สามารถมาให้ความรู้สมัยใหม่แก่คณาจารย์และนักศึกษาครู (๖) มีงบประมาณ เวลาสำหรับการผลิตที่เอื้ออำนวย และ ทรัพยากรการบริหารเพียงพอ (๗) มีกฎหมาย ระเบียบที่ส่งเสริมการผลิตครูผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง
สิ่งแวดล้อมของระบบการผลิต เช่นการให้ทุนระหว่างเรียน การให้หลักประกันการมีงานทำ เงินเดือนและรายได้เมื่อบรรจุเป็นครู บรรยาการในที่ทำงานของครูไทยที่คล้ายกันกับบรรยากาศในที่ทำงานของบัณฑิตแพทย์ไทย หรือคล้ายกันกับบรรยากาศในโรงเรียน หรือในห้องเรียนในประเทศชั้นนำทางการศึกษาของโลก

นอกจากนั้น แผนการผลิตและพัฒนาครูก็ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกันกับแผนการผลิตและพัฒนาแพทย์ กฎหมาย
กฎ ระเบียบและประกาศทั้งหลายก็ต้องเอื้อให้การผลิตครูให้ได้ครูผู้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง

จากข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษา วิจัย และวิเคราะห์ข้างต้น คณะทำงานย่อยเกี่ยวกับการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการ
ศึกษาจึงสรุปและนำเสนอประเด็นการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อที่ประชุมคณะทำงานชุดใหญ่เพื่อนำไปสู่การกำหนดสาระบัญญัติในกฎหมายการศึกษาที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนเกี่ยวกับการปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า ๓๓ ประเด็น มีการอภิปราย ข้อดี ข้อด้อย โอกาสเป็นไปได้ อุปสรรคในการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวาง หลายประเด็นหาข้อยุติได้ และหลายประเด็นมีรายละเอียดเกี่ยวข้องเยอะ ตัดสินใจไม่ได้ เช่นการผลิตครูในระบบปิด การมีหลักประกันการมีงานทำ เงินเดือนและรายได้ของครู ฯลฯ จึงทำให้ไม่สามารถนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปครู คณาจารย์และบุคลลากรทางการศึกษาในขณะนั้นมากำหนดไว้ในกฎหมายการศึกษาได้ทั้งหมด หลายประเด็นให้นำไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูก จึงทำให้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ๒๕๔๒ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่เพียง ๖ มาตรา คือมาตรา ๕๒ – ๕๗ ดังที่ผู้คนในวงการการศึกษาทราบกันดีอยู่แล้ว

คำว่า “วิชาชีพชั้นสูง” “ใบอนุญาตปประกอบวิชาชีพ” จึงเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นกลไกหรือเครื่องมือในการทำให้ครูและ
บุคลากรทางการศึกษาของไทยได้รับความไว้วางใจจากสังคมเช่นเดียวกับการที่แพทย์ไทยได้รับความไว้วางใจจากสังคม ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก และคำว่า “วิทยฐานะ ” “เงินค่าวิทยฐานะ” เพื่อรองรับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงและการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในกฎหมายระดับรองจึงเกิดขึ้นตามมา

ถ้าวิชาชีพครูไม่ได้เป็นวิชาชีพชั้นสูง เป็นเพียงอาชีพธรรมดาเหมือนอย่างอาชีพทั่วไป วิทยฐานะ และเงินค่าวิทยฐานะของผู้ประกอบอาชีพครูจะยังควรมีอยู่ต่อไปไหม

ที่สำคัญ เราผลิตและพัฒนาครูเพื่อให้ไปพัฒนาคนไทยและเยาวชนไทยให้มีความรู้และสมรรถนะเทียบเคียงได้กับความรู้และสมรรถะของประชาชนและเยาวชนของนานาอารยะประเทศ เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่คนไทยและเยาวชนไทยจะได้รับมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนที่อยากจะประกอบวิชาชีพครู ณ วันนี้ กฎหมายหลักทางการศึกษา โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ เปิดโอกาสให้สถาบันผลิตครู โดยเฉพาะคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ผลิตครูให้ออกไปเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงได้แล้ว คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั้งหลายจึงควรจะได้ผนึกกำลังกันผลักดันให้ภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องให้มาให้การสนับสนุนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ให้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เช่นเดียวกับคณะแพทย์ศาสตร์ เพื่อให้กระบวนการผลิต -process ตัวป้อนเข้าของระบบการผลิต- input or management resources และสิ่งแวดล้อมของระบบการผลิตครู -environment เอื้อให้บัณฑิตครูและคุณครูทั้งหลายได้รับความไว้วางใจและยอมรับจากประชาชนเช่นเดียวกับการที่แพทย์ไทยได้รับการยอมรับจากประชาชน ต้องผลิตให้ครูไทยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง มากกว่าการผลิตเพียงแค่ให้ออกไปประกอบอาชีพเพียงเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่สังคม ประชาชสงสัยและคลางแคงใจในคุณภาพบัณฑิตครูของพวกเรา เพราะบัณฑิตครูไม่สามารถทำตนเหมือนกับผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง – professiona พีงปฏิบัติ และผลิตเกินความต้องการเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

References:
ดิเรก พรสีมา และคณะ การพัฒนาวิชาชีพครู, ๒๕๔๑ (เป็นรายงานการวิจัยเพื่อใช้ในการกำหนดสาระบัญญัติ ใน(ร่าง) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕ ๔๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับหมวด ๗ ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา)
โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล กรุงเทพมหานคร (พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา)
ดิเรก พรสีมา ครูไทย ๔.๐, ๒๕๕๙ มติชนรายวัน ๔-๕ พฤศจิกายน ๒๕ ๕๙
ราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เล่มที่ ๑๑๖ ตอนที่ ๗๔ ก ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
ราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕’๖ เล่มที่ ๑๒๐ ตอนที่ ๕๒ ก ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖
Fullan, Michael, Change Forces with a Vengeance, 2003, Routledge Falmer, NY, New York.
พิมพ์เผยแพร่ในวารสาร สสวท. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๒๑๗ มีนาคม –
เมษายน ๒๕๖๒ www.ipst.ac.th

ครูอัพเดตดอทคอม ขอบคุณบทความจาก ดร.ดิเรก พรสีมา