สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา
สอบครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู ข่าวการศึกษา
เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา
เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา

Advertisement

เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา

(ลงประกาศเมื่อวันที่ 2015-09-03 เปิดอ่านแล้ว : 24685 ครั้ง)

เพิ่มเพื่อน

Advertisement

เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา

เว็บไซต์ครูอัพเดตดอทคอมขอนำสิ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่กำลังจะมาถึงครับ ซึ่งข้อมูลสรุปความรู้ วิชาการศึกษา ต้องขอขอบคุณข้อมูล ครูอีสานติวเตอร์ ติวเข้มสอบครูผู้ช่วยเป็นอย่างสูง ครับ

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารที่นี่

การวิจัยทางการศึกษา

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

ความหมายของการวิจัย

  มีผู้ให้ความหมายของการวิจัยไว้หลากหลาย

 การวิจัย ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Research” ถ้าจะแปลตามตัวหมายถึง การค้นหาซ้ำแล้วซ้ำอีก

    ในที่ประชุม  Pan Pacific Science Congress ..1961 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แยกความหมายของ RESEARCH ไว้ดังนี้

R - Recruitment and Relationship หมายถึง การฝึกคนให้มีความรู้ รวมทั้งรวบรวมผู้มีความรู้และปฏิบัติงานร่วมกันติดต่อสัมพันธ์และประสานงานกัน

E - Education and Efficiency หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้ และสมรรถภาพสูงในการวิจัย

S - Sciences and Stimulation เป็นศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์เพื่อค้นคว้าหาความจริงและผู้วิจัยจะต้องมีพลังกระตุ้นให้เกิดความริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะวิจัยต่อไป

E - Evaluation and Environment ผู้วิจัยจะต้องรู้จักการประเมินผลดูว่างานวิจัยที่ทำอยู่มีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการวิจัย

A - Aim and Attitude มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอนและมีเจตคติที่ดีต่อผลของการวิจัย

R - Result  ผลของการวิจัยที่ได้มาจะเป็นทางบวกหรือลบก็ตาม จะต้องยอมรับผลของการวิจัยนั้น เพราะเป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างระบบและเชื่อถือได้

C - Curiosity  ผู้วิจัยจะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจและขวนขวายในงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าความอยากรู้นั้นจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม

H - Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏขึ้นแล้ว ย่อมทำให้ทราบและเข้าใจในปัญหาเหล่านั้นได้ เหมือนกับเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ถ้ายังไม่เกิดแสงสว่าง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าจะพบแสงสว่าง ซึ่งก็คือผลของการวิจัยจะต้องก่อให้เกิดสันติสุขแก่สังคม

     โดยสรุปแล้ว การวิจัย คือ กระบวนการที่เป็นระบบน่าเชื่อถือ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่สนใจ

 

ลักษณะของการวิจัยทางการศึกษา

    ความสำคัญของการวิจัยอยู่ที่กระบวนการ (Process) ถึงแม้ว่าการวิจัยจะมีวิธีดำเนินการที่หลากหลายและ แตกต่างกัน แต่ลักษณะของการวิจัยทางการศึกษาต้องมีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และ ข้อมูลควรเก็บจากแหล่งข้อมูลโดยตรง การวิจัยที่ดีควรมีความเที่ยงตรง และ มีความเชื่อมั่น รวมทั้งควรมีการวิจัยหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้ องค์ความรู้ และ การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษา

ประโยชน์ของการวิจัยทางการศึกษา

1.     ได้ข้อความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ    ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา

2.    ช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุดจากการได้ความรู้และ ความเข้าใจ

ต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำให้นักการศึกษาสามารถที่จะจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้

   3. ก่อให้เกิดประดิษฐ์กรรมและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการศึกษา ผลของการวิจัยในทาง  

      การศึกษาส่วนหนึ่งก่อให้เกิดแนวคิด วิธีการเครื่องมือ ตลอดจนวิธีการใหม่ ๆ ใน

      การจัดการศึกษาให้ดีขึ้น

การวิจัยกับการพัฒนาการศึกษา
(Educational Research and Development หรือ R & D)

    ความหมาย    มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย โดยสรุปแล้ว  หมายถึง กระบวนการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้เพื่อมุ่งแสวงหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง มีขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นระบบ มีการนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาทดลองใช้แล้วพัฒนาและอาจมีการพัฒนาหลาย ๆ รอบ เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่มีคุณภาพที่สุด หรือ กระบวนการศึกษาค้นคว้าแสวงหานวัตกรรมที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมมาทดลองใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา มากกว่าการศึกษาหาคำตอบเพื่อการเรียนรู้ โดยอาจมีการพัฒนาหลาย ๆรอบเพื่อให้ได้นวัตกรรม ที่ดีที่สุดมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

       ดังนั้น การวิจัยและพัฒนาการศึกษา เป็นการพัฒนาการศึกษา โดยพื้นฐานการวิจัย (Research Based Education Development) เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการสำคัญหนึ่งที่นิยมใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการศึกษา โดยเน้นหลักเหตุผลและตรรกวิทยา เป้าหมายหลัก คือ ใช้เป็นกระบวนการในการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา (Education Product)

 

กระบวนการของ R&D

 

เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษาเตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษาเตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา1.ศึกษาสภาพปัญหา                               2.สร้างนวัตกรรม

 

เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา5.เผยแพร่                                           3.ทดลองใช้



เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย! โหลดฟรี! สรุปความรู้ วิชาการศึกษา
 

4.ประเมินผล

 

ประโยชน์ของการวิจัย   

1.ช่วยส่งเสริมความรู้ทางด้านวิชาการและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ให้มีการค้นคว้าข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าการวิจัยจะทำให้มีการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมซึ่งทำให้วิทยาการต่าง ๆ  เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ทั้งตัวผู้วิจัยและผู้นำเอาเอกสารการวิจัยไปศึกษา

2.นำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหาโดยตรง ช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติได้เลือกวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ก่อให้เกิดการประหยัด

3.ช่วยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

4.ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุขสบาย

5.ช่วยพยากรณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

 

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน

   การวิจัยในชั้นเรียนเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เป็นบทบาทสำคัญของครูในยุคนี้ตามมาตรา 30 ที่ครูควรทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ตามหมวด 4 แนวการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) ..2545 คำที่ใช้ในการวิจัยชั้นเรียนคือ classroom research (CR) หรือ classroom action research (CAR)

ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน

     มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน พอสรุปได้ คือ การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าหาความรู้จริงเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยดาเนินการควบคู่ไปกับการสอนในชั้นเรียน

    กล่าวคือ ครูคิดหาวิธีการแก้ปัญหาแล้วได้นำไปทดลองใช้จนได้ผลแล้วพัฒนาเป็นนวัตกรรม สามารถนำไปเผยแพร่ได้ต่อไป

 

รูปแบบของการวิจัยในชั้นเรียน

การวิจัยในชั้นเรียนสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ

1. การดำเนินการวิจัยเพื่อทาความเข้าใจปัญหา หรือสถานการณ์ในชั้นเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย ซึ่งจะเรียกการวิจัยแบบนี้ว่า การวิจัยในชั้นเรียน

     1.1 การสำรวจในชั้นเรียน  /ข้อเท็จจริง /แบบสอบถาม

     1.2 การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์    คะแนนจากการสอบกับคะแนนจากแฟ้มสะสมงาน   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับพฤติกรรมการเรียนรู้

     1.3    การศึกษาเฉพาะกรณี  เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล

     1.4 การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน

     1.5 การศึกษานิเวศวิทยาในชั้นเรียน

     1.6 การวิเคราะห์เนื้อหา

 

ขั้นตอนของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

1.     ขั้นการวางแผน (plan) ประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

       1.1 การวิเคราะห์และสำรวจปัญหา

       1.2 ขั้นศึกษาทฤษฎี หลักการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้

       1.3 เลือกนวัตกรรมหรือวิธีการที่นามาใช้ในการแก้ปัญหา

       1.4 การเขียนเค้าโครงการวิจัย

   2. ขั้นการปฏิบัติตามแผน (action)

2.1 การจัดทำแผนการเรียนรู้และการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัย

2.2 การสร้างเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้

2.3 การปฏิบัติการสอน

3. ขั้นการสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแผน (observe)

4. ขั้นการสะท้อนผลหรือการสะท้อนความคิด (reflect)

   3. ขั้นการสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแผน  (observe)
      เป็นขั้นตอน ของการเก็บรวบรวมข้อมูลผลของการนำนวัตกรรม วิธีการแก้ปัญหาไปใช้ หรือผลการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นโดยใช้เครื่องมือวัดผล และนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและนาเสนอผลที่ได้จากการใช้ วิธีการหรือนวัตกรรมในการแก้ปัญหานั้น ๆ

   4. ขั้นการสะท้อนผลหรือการสะท้อนความคิด (reflect)

     เป็นขั้นตอนที่ครูนำผล ที่ได้จากการใช้นวัตกรรมมาสะท้อนผลการดาเนินงาน พร้อมทั้งสรุปบทเรียนกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

จิตวิทยา 
Psychology

ความหมายของ จิตวิทยา

     ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19   คือ วิชาที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิต

    หลังคริสต์ศตวรรษที่ 19  คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์และสัตว์ (Psychology is the study of Bahavior )

 

สิ่งที่ควรจำ
   วิลเฮล์ม แมกซ์วุ้นต์
 ( Wilhelm Max Wundt )
บิดาแห่งจิตวิทยาการทดลอง
   วัตสัน
 
( Wetson ) บิดาแห่งพฤติกรรม บิดาแห่งจิตวิทยายุคใหม่

 

จิตวิทยาการศึกษา ( Education  Psychology)

    วิชาที่ศึกษาพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเรียนการสอน โดยเน้นพฤติกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ตลอดจนวิธีการนำความรู้ ความเข้าใจ ที่เกิดขึ้นประยุกต์ใช้ในการสอนให้ได้ผลดี

พฤติกรรม ( Behavior)

     การกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าผู้อื่นจะสังเกตการกระทำได้หรือไม่ก็ตาม การยิ้ม การหัวเราะ ดีใจ เสียใจ การคิด การฝัน การเต้นของหัวใจ พฤติกรรม  แบ่งเป็น  2 ประเภท

1.พฤติกรรมภายนอก ( Overt Bahavior)

   คือ  พฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้โดยตรง หรือใช้เครื่องมือวัดได้  เช่น  การพูด การเดิน ฯ ล แบ่งได้ 2 ประเภท

      1.พฤติกรรมโมลาร์ ( Molar B.) วัดได้โดยตรงจากประสาทสัมผัส ทั้ง 5 เช่น การเดิน การนั่ง

       2.พฤติกรรมโมเลกุล ( Molecula B.) ไม่สามารถวัดได้โดยประสาทสัมผัส แต่วัดได้โดยเครื่องมือ เช่น วัดการเต้นของหัวใจ

2.พฤติกรรมภายใน ( Covert Bahavior)

   คือ  พฤติกรรมที่ไม่สามารถวัดโดยตรง และเครื่องมือก็ไม่สามารถวัดได้ ต้องอาศัยการอนุมาน จากพฤติกรรมภายนอก เช่น การจำ ความคิด

 อารมณ์ ความรู้สึก เจตคติ

แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มต่าง ๆ 

1.กลุ่มโครงสร้างจิต (Structuralism)

      - วุ้นด์ (Wilhelm max Wundt)

      - ทิชเชนเนอร์ (Titchener) 
      เฟชเนอร์ ( Fechner)

วุ้นด์ (Wilhelm max Wundt) เป็นคนแรกที่ตั้งห้องทดลองทางจิตวิทยาขึ้น ที่เมือง ไลป์ซิก เป็นการเริ่มต้นการศึกษาจิตวิทยาตามวิธีการวิทยาศาสตร์ จึงได้ชื่อว่าบิดาแห่งจิตวิทยาการทดลอง Wundt เชื่อว่าจิตมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยลักษณะเป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่า

จิตธาตุ (Mental element)  2 ส่วน  คือ

      1.การสัมผัส (Sensation)

       2.ความรู้สึก (Feeling)

           ต่อมา ทิชเชนเนอร์ (Titchener) ได้เพิ่มโครงสร้างจิตอีก 1 ส่วน คือ

        3.จิตนาการ (Image)

2. กลุ่มหน้าที่จิต (Functionalism)
    - จอน์ ดิวอี้ (John Dewey)

    - วิลเลียม เจมส์ (Williaam James) 
    - วู้ดเวิร์ธ ( R.S.wOODWORTH)

    กลุ่มหน้าที่จิต พยายามหาคำตอบว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าสัตว์ และยังเน้นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์

    จอน์ ดิวอี้ (John Dewey) มีความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการกระทำ (Learning by doing) ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการปรับตัวของมนุษย์

     วิลเลียม เจมส์ (Williaam James) สัญชาตญาณเป็นส่วนที่ทำให้เราปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม

     วู้ดเวิร์ธ ( R.S.wOODWORTH) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง

   แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการศึกษา วิธีการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์มากที่สุด วิธีการเรียนการสอนแบบแก้ปัญหา

3. กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behavior)

    วัตสัน (John B.Watson)

    - พาฟลอฟ (Ivan P.Pavlov)
    ธอร์นไดค์ (Edward L.Thorndike) 
    - ฮัล (Clark L.Hull)
    - โทลแมน (Edward C.Tolman)

     นักจิตวิทยากลุ่มนี้ศึกษาเฉพาะ พฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีสาเหตุ สาเหตุมาจากสิ่งเร้า (Stimulus) เมื่อมากระตุ้นอินทรีย์ จะมีพฤติกรรมแสดงออกมา เรียกว่าการตอบสนอง (Respones)

4. กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)

        - ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

        - แอดเลอร์ (Alfred Adler)
        - จุง (Carl G.Jung)

   ตามแนวคิดของ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แบ่งลักษณะจิตเป็น 3 ส่วน

จิตสำนึก (Conscious) แสดงความรู้ตัวตลอดเวลา

จิตใต้สำนึก (Subconscious) รู้ตัวตลอดเวลาแต่ไม่แสดงออกในขณะนั้น

จิตไร้สำนึก (Unconscious)

    ฟรอยด์เน้นความสำคัญเรื่อง จิตใต้สำนึก (Subconsious) ว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ตามแนวคิดของ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจต่าง ๆ และการศึกษาเรื่องพัฒนาบุคลิกภาพกับโครงสร้างของบุคลิกภาพจิตของมนุษย์แยกเป็น 3 ลักษณะ

 

 

     1.(Id) ส่วนที่ยังไม่ได้ขัดเลา แสวงหาความสุขความพอใจโดยถือตัวเองเป็นหลัก

     2.(Superego) ส่วนที่ได้มาจากการเรียนรู้เป็นส่วนที่คิดถึงผิดชอบชั่วดี คิดถึงคนอื่นก่อนตัดสินใจอะไรลงไป

    3.(ego) ส่วนที่เป็นตัวตัดสินใจโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในสภาพการณ์

นั้น ๆ ทำความประนีประนอมระหว่างส่วนที่ยึดความสุขส่วนตัว กับส่วนที่รู้จักผิดชอบ

ชั่วดี

    แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการศึกษา ใช้อธิบายเรื่องอิทธิพลของการพัฒนาในวัยเด็กที่มีผลต่อบุคลิกตอนโต

5. กลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Psychology)

     - เวอร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer) 
     - คอฟกา (Kurt Kofga)
     - เลอวิน (Kurt Lewin)
    - โคเลอร์ (Wolfgang Kohler)

      Gestalt นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าต้องศึกษาพฤติกรรมทางจิตเป็นส่วนรวมจะแยกศึกษาทีละส่วนไม่ได้ ถ้าจะให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ต้องมีประสบการณ์เดิม พฤติกรรมการเรียนรู้มี 2 ลักษณะ

1. การรับรู้ (Perception) เป็นพื้นฐานให้เกิดการเรียนรู้

2. การเรียนรู้เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง การแก้ปัญหาของคนเราขึ้นอยู่กับ การหยั่งเห็น (Insight) เมื่อมีการการหยั่งเห็นเมื่อใดก็สามารถแก้ปัญหาได้เมื่อนั้น   

แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการศึกษา ช่วยในเรื่องการรับรู้และการเรียนรู้ของคนและนำไปใช้ได้มากในการจัดการเรียนการสอน

6. กลุ่มมนุษย์นิยม (Humanism)

    - คาร์ล โรเจอร์ (Carl R.Rogers)

    - มาสโลว์ (Abrahaham H. Maslow)

    จิตวิทยา กลุ่มมนุษย์นิยมพัฒนาขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1940 โดยเชื่อว่าเราสามารถเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีขึ้นด้วยการศึกษาถึง การรับรู้ของบุคคลที่เกี่ยวกับตนเอง ความคิดส่วนตัวที่เขามีต่อบุคคลอื่นและโลกที่เขาอาศัยอยู่ และยังมีความเชื่อว่า มนุษย์ เรามีคุณลักษณะที่สำคัญที่ทำให้เราแตกต่างไปจากสัตว์คือมนุษย์เรามีความมุ่งมั่น อยากที่จะเป็นอิสระ เราสามารถกำหนดตัวเองได้และเรามีพลังจูงใจ (Motivational Force) ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ขึ้น ที่แสดงถึงความเป็นจริงแห่งตน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความรู้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ให้เต็มที่  (Self Actualization)

7. กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)  

   การรู้การคิด (Cognition) หมายถึง กระบวนการทางจิตซึ่งทำการเปลี่ยนข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสไปในรูปแบบต่างๆ กระบวนการนี้ทำหน้าที่ตั้งแต่ลดจำนวนข้อมูล (Reduced) เปลี่ยนรหัส(Code) และส่งไปเก็บไว้ (Store) ในหน่วยความจำและรื้อฟื้นเรียกคืน (Retrieve) มาได้เมื่อต้องการ การรับรู้ จินตนาการ การแก้ปัญหา การจำได้ และการคิด คำเหล่านี้ล้วนอธิบายถึงขั้นตอนต่างๆ เมื่อเกิดการรู้-การคิด นักจิตวิทยากลุ่มนี้คัดค้านว่ามนุษย์เรามิได้เป็นเพียงแต่หน่วยรับสิ่งเร้า ที่อยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่จิตจะมีกระบวนการสร้างข้อสนเทศขึ้นใหม่หรือชนิดใหม่ การ ตอบสนองของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของจิตในการประมวลผลข้อมูล และเมื่อมีข้อมูลใหม่หรือประสบการณ์ใหม่การตอบสนองก็เปลี่ยนไปได้

 

จิตวิทยาการเรียนรู้

    จิตวิทยา  เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์

การเรียนรู้  (Learning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์ 

   จะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้น หากเป็นการ เปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้

 

ธรรมชาติของการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน คือ

   1. ความต้องการของผู้เรียน (Want) คือ ผู้เรียนอยากทราบอะไร เมื่อผู้เรียนมีความต้องการอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใดก็ตาม จะเป็นสิ่งที่ยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้

   2. สิ่งเร้าที่น่าสนใจ (Stimulus) ก่อนที่จะเรียนรู้ได้ จะต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ และน่าสัมผัสสำหรับมนุษย์ทำให้มนุษย์ดิ้นรนขวนขวาย และใฝ่ใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่น่าสนใจนั้น ๆ

 

    3. การตอบสนอง (Response) เมื่อมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจและน่าสัมผัส มนุษย์จะทำการสัมผัสโดยใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น ตาดู หูฟัง ลิ้นชิม จมูกดม ผิวหนังสัมผัส และสัมผัสด้วยใจ เป็นต้น ทำให้มีการแปลความหมายจากการสัมผัสสิ่งเร้า เป็นการรับรู้ จำได้ ประสานความรู้เข้าด้วยกัน มีการเปรียบเทียบ และคิดอย่างมีเหตุผล

   4. การได้รับรางวัล (Reward) ภายหลังจากการตอบสนอง มนุษย์อาจเกิดความพึงพอใจ ซึ่งเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง จะได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การได้เรียนรู้ ในวิชาชีพชั้นสูง จนสามารถออกไปประกอบอาชีพชั้นสูง (Professional) ได้ นอกจากจะได้รับรางวัลทางเศรษฐกิจเป็นเงินตราแล้ว ยังจะได้รับเกียรติยศจากสังคมเป็นศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจทางสังคมได้ประการหนึ่งด้วย

 

ลำดับขั้นของการเรียนรู้

   ในกระบวนการเรียนรู้ของคนเรานั้น จะประกอบด้วยลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

     (1) ประสบการณ์      

     (2) ความเข้าใจ     

     (3) ความนึกคิด

 

จิตวิทยาการแนะแนว

    การแนะแนว หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่ช่วยให้ บุคคลรู้จัก และเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม

ประเภทของการแนะแนว

   1. การแนะแนวการศึกษา (Education Guidance)
   2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance)
   3. การแนะแนวส่วนตัวและสังคม (Personal and Social Guidance)

บริการแนะแนว

    1. บริการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล (Individual Inventory Service)
    2. บริการสนเทศ   (Information Service)
    3. บริการให้คำปรึกษา (Counseling Service) เป็นหัวใจของการแนะแนว
    4. บริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service)
    5. บริการติดตามผล

 

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

1. รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
       ด้านความสามารถ การเรียน อื่นๆ
       ด้านสุขภาพ กาย ใจ พฤติกรรม
       ด้านครอบครัว เศรษฐกิจ การคุ้มครองนักเรียน

2. การคัดกรองนักเรียน (ดูข้อมูล จัดกลุ่ม)  ปกติ ,กลุ่มเสี่ยง

3. การส่งเสริมพัฒนาให้ได้คุณภาพ

4. การป้องกันและแก้ปัญหา  ( ใกล้ชิด หาข้อมูล ให้คำปรึกษา )

5. การส่งต่อ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน

 

การให้คำปรึกษา (Counseling)

ความหมาย

    กระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มาขอคำปรึกษา เพื่อให้เขาได้ใช้ความสามารถที่เขามีอยู่จัดการกับปัญหาของเขาได้ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้

กระบวนการให้คำปรึกษาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งสำคัญ 3 ประการ

1. ผู้ให้คำปรึกษา (Counselor)

2. ผู้มาขอรับคำปรึกษา (Counselee)

3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Counselor และ Counselee

ขั้นตอนของการให้คำปรึกษา

1. สร้างความคุ้นเคย (Rapport)

2. เริ่มต้นการให้คำปรึกษา (Opening the Interview)

3. การกำหนดปัญหา (Setting Problems)

4. การรวบรวมข้อมูล (Collecting Data)

5. การร่วมแก้ปัญหา (Solving the Problem)

6. ขั้นให้ข้อเสนอแนะ (Suggestion)

7. ขั้นสรุปและปิดการสนทนา (Summarization & Closed Case)

เทคนิคการให้คำปรึกษา

   1. สร้างความคุ้นเคย (Rapport)

   2. การถาม (Asking)

   3. การฟัง (Listening)

   4. การให้ความกระจ่าง (Clarification)

   5. ขั้นให้ข้อเสนอแนะ (Suggestion)

   6. การสะท้อนความรู้สึก (Reflection of feeling)

   7. การสะท้อนเนื้อหา (Reflection of Content)

   8. การสรุป (Summarization)

   9. การเงียบ (Silence)

 

คนที่จะประสบความสำเร็จ    ต้องเก่งอย่างน้อย 3 เก่ง

1. เก่งงาน (Task Ability)

คุณสมบัติของคนเก่งงาน

        1.1 ต้องมีความรู้และความชำนาญในงานนั้น

        1.2 ต้องมีความรับผิดชอบสูง

        1.3 รวดเร็ว ถูกต้อง

        1.4 มองการณ์ไกล มี Vision

2. เก่งคน (Social Ability)

คุณสมบัติของคนเก่งคน

        2.1 เข้าใจตน เข้าใจคนอื่น

        2.2 ปรับตน ปรับคนอื่น

3. เก่งคิด (Conceptual Ability)

 

 

 

 

 

รูปแบบการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้แบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์

(Student  Team  Achievement  Division : (STAD)

สิ่งที่ควรตระหนักในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบ STAD  มี 2 ประการ  คือ

1.      เป้าหมายของกลุ่ม (Group  Goal)

2.    ความรับผิดชอบต่อตนเอง (Individual Accountability)

  ข้อ  1   +   2   =   ผลสัมฤทธิ์ทางการของนักเรียน

หลักการพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้แบบ STAD มี  5  ประการ

   1.การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive Interdependent)  กล่าวคือ  ร่วมเป็นร่วมตาย

    2.การติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรง(Face to Face Interaction)  พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ให้สมาชิกเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

    3.การรับผิดชอบงานกลุ่มของกลุ่ม(Individual Accountability at Group Work)  
ช่วยกันเรียนรู้และช่วยกันทำงาน มีความรับผิดชอบต่องานของตน
   4.ทักษะในความสัมพันธ์กับกลุ่มเล็กและผู้อื่น (Social  Skill)  ครูจัดสถานการณ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์ และกลุ่มสัมพันธ์

   5.กระบวนการกลุ่ม (Group  Processing)  หมายถึง  การให้นักเรียนมีเวลาและใช้กระบวนการในการวิเคราะห์ว่ากลุ่มทำงานได้เพียงใด และสามารถใช้ทักษะสังคมและมนุษยสัมพันธ์ได้เหมาะสม

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ STAD
สลาวิน(
Slavin) จัดสมาชิกกลุ่มละ 4-5 คน

   ขั้นที่ 1 การเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น  ประกอบด้วย   การแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้  แจ้งคะแนนฐานของแต่ละกลุ่ม  บอกเกณฑ์ได้รางวัล  ทบทวนความรู้ และสอนเนื้อหาใหม่ของบทเรียนต่อนักเรียนทั้งห้อง (ใช้กิจกรรมการเรียนที่เหมาะสม)

   ขั้นที่ 2 การเรียนกลุ่มย่อย  ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 4 คน  จะอยู่ในรูปแบบอภิปราย หรือแก้ปัญหาร่วมกัน เน้นความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม

    ขั้นที่ 3 การทดสอบย่อย  หลังจากเรียนไปแล้ว  นักเรียนต้องได้รับการทดสอบ โดยครูทำการทดสอบประมาณ  15-20 นาที  และคะแนนที่ได้จากการทดสอบจะถูกแปลงเป็นคะแนนของแต่ละกลุ่มที่เรียกว่า คะแนนกลุ่มสัมฤทธิ์

   ขั้นที่ 4 การคิดคะแนนในการพัฒนาตนเองและของกลุ่ม   ได้จากการเปรียบเทียบคะแนนที่สอบได้ กับคะแนนฐาน(Bass  Score)

   ขั้นที่ 5 การยกย่องกลุ่มที่ประสบผลสำเร็จ

   สรุป    การจัดการเรียนรู้แบบ STAD  เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนเรียนเป็นกลุ่ม เปิดโอกาสให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียน มีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม ทำให้นักเรียนช่วยเหลือกันขณะเรียน  ซักถามปัญหากันอย่างอิสระ  คนเก่งสามารถช่วยอธิบายให้เพื่อนได้เข้าใจ นักเรียนสามารถอภิปรายในการหาคำตอบแล้วสรุปเลือกคำตอบที่ดี ถูกต้อง เหมาะสมที่สุด

 

การจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา
(
CIPPA  MODEL) โดย ทิศนา แขมมณี

    การสอนแบบซิปปา  หมายถึง  กระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างความรู้ ค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรียนมีบทบาทในกิจกรรมการเรียนการสอน และผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

วัตถุประสงค์ของซิปปา โมเดล

    มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริง  โดยการให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่ม นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น กระบวนการคิด  กระบวนการกลุ่ม  การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  และกระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นต้น

กระบวนการเรียนการสอนแบบ ซิปปา

    การจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ ซิปปา โมเดล สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลาหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ 

    รูปแบการสอนของ ศ.ทิศนา  แขมมณี  ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 

7  ขั้นตอน

 

ขั้นที่  1  การทบทวนความรู้เดิม

   เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน   เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียน

ขั้นที่  2  การแสวงหาความรู้ใหม่

    เป็นการแสวงหาความรู้ ข้อมูลใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล  หรือแหล่งความรู้ต่างๆ ผู้สอนอาจเตรียมมา  หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้ไปแสวงหา

ขั้นที่  3  การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม

     ผู้เรียนจะต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หามาได้  ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆด้วยตนเอง  เช่น ใช้กระบวนการคิด  และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น  จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงความรู้เดิม

ขั้นที่  4  การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในกลุ่ม

   ผู้เรียนต้องอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน

รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น  จะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อื่น  และได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อมกัน

ขั้นที่ 5  การสรุปและจัดระเบียบความรู้

   เป็นการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้ง่าย

ขั้นที่  6  การปฏิบัติ และ / หรือการแสดงผลงาน

   หากความรู้ที่ได้เรียนมาไม่ได้มีการปฏิบัติ  ขั้นนี้จะเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้

ขั้นที่  7  การประยุกต์ใช้ความรู้

   เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ  ความเข้าใจ  ความสามารถในการแก้ปัญหาและความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ

      หลังจากประยุกต์ใช้ความรู้ อาจมีการนำเสนอผลงานการประยุกต์ก็ได้ หรืออาจไม่มีการเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นำมารวมไว้ในขั้นที่ 7

ขั้นที่ 1-6 เป็นกระบวนการสร้างความรู้(Construction of Knowledge)

และมีคุณสมบัติตามหลักการ CIPPA

  ขั้นที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้  (Application)

 

    การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ CIPPA Model สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์  สังคม  ดังนี้

   C  มาจากคำว่า  Construct  หมายถึง  การสร้างความรู้ตามแนวคิดของปรัชญา Constructivism  คือ การเรียนรู้ที่ดี ควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง

   I  มาจากคำว่า  Interaction  หมายถึง  การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่างกาย

   P  มาจากคำว่า  physical Participation  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทางกาย  คือผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายโดยทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ

   P  มาจากคำว่า  Process  Learning  หมายถึง  การเรียนรู้กระบวนการต่างๆ  เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนาตนเอง เป็นต้น

   A  มาจากคำว่า  Application  หมายถึง  การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้

ไปประยุกต์ใช้

 

การจัดการเรียนรู้แบบ  4  Mat  (วัฏจักรแห่งการเรียนรู้)

ของ  เบอร์นิส  แมคคาร์ธี พัฒนาจากทฤษฎีของ เดวิด คอล์บ

     แมคคาร์ธี  เสนอว่าลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนมีอยู่ 4 แบบหลักๆ  คือ   ใช้จินตนาการใช้การวิเคราะห์  ใช้สามัญสำนึก   ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

 

     แมคคาร์ธี เสนอแนวทางการพัฒนาวงจรการสอนให้เอื้อต่อผู้เรียนทั้ง 4 แบบ  โดยกำหนดวิธีการใช้เทคนิคพัฒนาสมองซีกซ้าย ซีกขวา  กล่าวคือ  กิจกรรมการเรียนรู้จะหมุนวนตามเข็มนาฬิกาจนครบทั้ง 4 ช่วง 4 แบบ (Why  What  How  If)  แต่ละช่วงแบ่งเป็น 2 ขั้น  โดยจะเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา สลับกันไป ดังนั้น ขั้นตอนการเรียนรู้จะมีทั้งสิ้น 8 ขั้นตอน ดังนี้

ช่วงที่  1    แบบ  Why

  สร้างประสบการณ์เฉพาะของผู้เรียน

   ขั้นที่ 1 (กระตุ้นสมองซีกขวา) สร้างประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้เรียนการเรียนรู้(ประสบการณ์จำลอง ให้เชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เก่าของผู้เรียน)

   ขั้นที่ 2  (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์

ช่วงที่  2  แบบ  What 

 พัฒนาความคิดรวบยอดของผู้เรียน 

   ขั้นที่ 3 (กระตุ้นสมองซีกขวา)สะท้อนประสบการณ์เป็นแนวคิด   กระตุ้นให้ผู้เรียนได้รวบรวมประสบการณ์และความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานของแนวคิด

   ขั้นที่ 4 (กระตุ้นสมองซีกซ้าย)  พัฒนาทฤษฎีและแนวคิดให้นักเรียนวิเคราะห์ ไตร่ตรองแนวคิดที่ได้จากขั้นที่ 3 และถ่ายทอดเนื้อหา ขอมูล ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดที่ได้

ช่วงที่ 3 แบบ How

การปฏิบัติและการพัฒนาแนวคิด

    ขั้นที่ 5  (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) ดำเนินการตามแนวคิด และลงมือปฏิบัติ หรือทดลอง นักเรียนเรียนรู้จากสามัญสำนึก จากนั้นนำมาสร้างเป็นประสบการณ์ตรง เช่นทดลองในห้องปฏิบัติ หรือการทำแบบฝึกหัด

   ขั้นที่ 6 (กระตุ้นสมองซีกขวา) ต่อเติมเสริมแต่ง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

นักเรียนลงมือด้วยการลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา ค้นคว้า  รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง

   ในช่วงที่ 3 ครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ และอำนวยความสะดวก 

 

 

 

ช่วงที่ 4  แบบ  If 

เชื่อมโยงการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความรู้ที่ลุ่มลึก

    ขั้นที่ 7  (กระตุ้นสมองซีกซ้าย) วิเคราะห์แนวทางที่จะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์นำความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์

   ขั้นที่ 8  (กระตุ้นสมองซีกขวา) ลงมือปฏิบัติ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์  นักเรียนคิดค้นด้วยตนเองอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์  จากนั้นนำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน   ในช่วงที่ 4  ครูมีบทบาทเป็นผู้ประเมินผลงานนักเรียน

 

การจัดการเรียนการสอนแบบ TGT (Team – Game – Tournament)

    การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือตามรูปแบบ TGT  เป็นการเรียนแบบร่วมมือกันแข่งขันกันทำกิจกรรม โดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม ดังนี้

   ขั้นที่  1  ครูทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วโดยการซักถามและอธิบาย ตอบข้อสงสัยของนักเรียน

   ขั้นที่ 2 จัดกลุ่มแบบคละกัน (Home Team)  กลุ่ม 3-4 คน

   ขั้นที่ 3  แต่ละกลุ่มศึกษาหัวข้อที่เรียนจากแบบฝึก (Worksheet And Answer Sheet) นักเรียนแต่ละคนทำหน้าที่และปฏิบัติตามกติกาของ Cooperative Learning) เช่น จดบันทึก  คำนวณ  ผู้สนับสนุน เป็นต้น

  ขั้นที่ 4 การแข่งขันตอบปัญหา (Answer  Game  Tournament)(ขั้นการแข่งขั้น)

          ครูทำหน้าที่เป็นผู้จัดการห้องเรียน โดยแบ่งตามความสามารถของนักเรียน  แล้วแจกซองคำถามให้นักเรียน ทุกกลุ่ม

องค์ประกอบ 4 ประการ ของ TGT

1.การสอน

2.การจัดทีม

3.การแข่งขัน

4.การยอมรับความสำเร็จของทีม

 

 

การเรียนแบบร่วมมือตามรูปแบบ  LT (Learning Together)

ของ Johnson & Johnson 

เรียกว่า  วัฏจักรการเรียนรู้ Circle of Learning)

ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ LT

  ขั้นที่ 1 ครูและนักเรียนทบทวนเนื้อหาเดิม หรือความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

  ขั้นที่ 2 ครูแจกแบบฝึกหรือใบงานให้ทุกกลุ่ม(กลุ่มละไม่เกิน 6 คน) กลุ่มละ 1 ชุด

เหมือนกัน นักเรียนช่วยกันทำงาน โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

  ขั้นที่  3  แต่ละกลุ่มส่งกระดาษคำตอบหรือผลงานเพียงชุดเดียวที่สมาชิกทุกคนยอมรับ

  ขั้นที่  4  ตรวจคำตอบหรือผลงานให้คะแนนด้วยกลุ่มเองหรือครูก็ได้ กลุ่มที่ได้รางวัลคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลหรือติดประกาศไว้ในบอร์ด

“ L.T. ” คือ “Learning Together” ซึ่งมีกระบวนการที่ง่ายไม่ซับซ้อน ดังนี้

   1.จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4 คน

   2. กลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 คน ศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยกำหนดให้แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ช่วยกลุ่มในการเรียนรู้ ตัวอย่าง เช่น

           สมาชิกคนที่ 1 : อ่านคำสั่ง

           สมาชิกคนที่ 2 : หาคำตอบ

           สมาชิกคนที่ 3 : หาคำตอบ

           สมาชิกคนที่ 4 : ตรวจคำตอบ

   3. กลุ่มสรุปคำตอบร่วมกัน และส่งคำตอบนั้นเป็นผลงานกลุ่ม

   4. ผลงานกลุ่มได้คะแนนเท่าไร สมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นจะได้คะแนนนั้นเท่ากัน

ทุกคน

 

การจัดการเรียนรู้แบบ  Story Line

    เป็นวิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  จะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือที่เรียกว่า กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยใช้คำถามเป็นหลักเป็นตัวนำ สู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตามสภาพจริง ทีมีการบูรณาการระหว่างวิชา เพื่อเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน

ขั้นตอนการสอนแบบ  Story  Line

1.ศึกษาหลักสูตร เพื่อเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสาระการเรียนรู้ ทักษะ และ

ประสบการณ์ เพื่อวางแผนในการกำหนดหัวเรื่อง

 2.กำหนดหัวเรื่อง ควรเป็นเรื่องที่เด็กๆสนใจ  ช่วยขยายความรู้ของเด็ก

 3.เตรียมการผู้เรื่องหรือเส้นทางเดินเรื่อง

 4.ตั้งคำถามหลักหรือคำถามสำคัญ ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยงการดำเนินเรื่องในแต่

ละตอน เป็นตัวกระตุ้นผู้เรียน หรือเปิดประเด็นให้เด็กได้คิดวิเคราะห์

 

วิธีสอนแบบแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing Method)

ความหมาย

   ทิศนา  แขมมณี (2550:358)  ให้ความหมายว่า  คือกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดโดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง และแสดงออกมาตามความรู้สึกนึกคิดของตน และนำเอาการแสดงออกของผู้แสดงทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสึกและพฤติกรรมที่สังเกตพบว่าเป็นข้อมูลในการอภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์

    บุญชม  ศรีสะอาด (2541:161) กล่าวถึงการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมุติ ว่า

เป็นเทคนิคการสอนที่ให้ผู้เรียนได้แสดงบทบาทในสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น นั่น คือ แสดงบทบาทที่กำหนดให้

      สรุปได้ว่า  การสอนโดยการแสดงบทบาทสมมุติ  หมายถึง  การสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์ขึ้นมาใกล้เคียงกับความเป็นจริงโดยให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทสมมุตินั้นๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนได้กำหนดไว้เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกทางด้านความรู้ ความคิด ที่คิดว่าตนควรจะเป็น

ความมุ่งหมายของการสอนแบบแสดงบทบาทสมมุติ

 1. เพื่อฝึกให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นทีม

 2. เพื่อให้นักเรียนกล้าแสดงออกซึ่งความรู้สึก ความคิดและพฤติกรรม

 3. เพื่อฝึกทักษะการแก้ปัญหา

 

ประเภทของการสอนแบบการแสดงบทบาทสมมุติ

    นักวิชาการได้แบ่งการสอนแบบแสดงบทบาทสมมุติไว้หลายลักษณะ  ซึ่งสรุปได้เป็น 4ประเภท ดังนี้

  1.ผู้แสดงจะต้องเป็นผู้แสดงบทบาทตามที่กำหนดไว้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกส่วนตัว

  2.ผู้แสดงจะต้องแสดงบทบาทตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง

  3.การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงจะต้องเตรียมตัวก่อนก่อนการแสดงละคร

  4.การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงต้องแสดงบทบาทโดยทันที ไม่มีการเตรียมล่วงหน้า

ขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมุติ

   มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงขั้นตอนการแสดงบทบาทสมมุติไว้หลายรูปแบบซึ่งสรุปขั้นตอนการเรียนได้ 5 ขั้นตอน

  1.ขั้นเตรียม  ผู้สอนเตรียมจุดประสงค์และสถานการณ์ในการแสดงบทบาทสมมุติ

  2.ขั้นดำเนินการสอน ผู้สอนจะต้องนำเข้าสู่บทเรียนโดยการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจ จากนั้นต้องเลือกผู้แสดงบทบาทสมมุติ เตรียมผู้สังเกตการณ์การแสดงบทบาทสมมุติ แล้วเตรียมความพร้อมในการจัดฉากและเตรียมการแสดงให้พร้อม

  3.ขั้นวิเคราะห์และการอภิปรายผล  ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ และอภิปรายผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย

  4.ขั้นแสดงเพิ่มเติม  หลังอภิปรายสรุปผลการแสดงบทบาทสมมุติแล้ว  หากมีข้อบกพร่องหรือความไม่เข้าใจในเรื่องการแสดงบทบาทสมมุติ ผู้สอนอาจมีการแสดงเพิ่มเติมได้

  5.ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปผล หลังจากอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้ว ครูควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้ศึกษาแก่กันและกัน

 

วิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)

    วิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพบปัญหา และคิดหาวิธีแก้ปัญหาโดยขั้นทั้ง 5 ของวิทยาศาสตร์

   1. ขั้นกำหนดปัญหา และทำความเข้าใจถึงปัญหา

เป็นขั้นในการกระตุ้น หรือเร้าความสนใจให้นักเรียนเกิดปัญหา อยากรู้อยากเห็นและอยากทำกิจกรรมในสิ่งที่เรียน หน้าที่ของครูคือการแนะนำให้นักเรียนเห็นปัญหา จัดสิ่งแวดล้อมในการแก้ปัญหาโดยมีนวัตกรรมต่างๆ เป็นเครื่องช่วย

  2. ขั้นแยกปัญหา และวางแผนแก้ปัญหา

ขั้นนี้ครูและนักเรียนช่วยกันแยกแยะปัญหา กำหนดขอบข่ายการแก้ปัญหาและจัดลำดับขั้นตอนก่อนหลังในการแก้ปัญหา ดังนี้

  2.1 ครูและนักเรียนร่วมกันวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ปัญหา

  2.2 แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มรับผิดชอบและทำงานตามความสามารถและความสนใจ

  2.3 แนะนำให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มรู้จักแหล่งความรู้เพื่อศึกษาค้นคว้าและนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหา

  3. ขั้นลงมือแก้ปัญหาและเก็บข้อมูล

    เป็นขั้นการเรียนรู้ของนักเรียนเองโดยการกระทำจริงๆ โดยส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความรู้ความสามารถที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ในขั้นนี้ครูมีหน้าที่ ดังนี้

   3.1 แนะนำให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเข้าใจปัญหา รู้จักวิธีแก้ปัญหา และรู้จักแหล่ง ความรู้สำหรับแก้ปัญหา

   3.2 แนะนำให้นักเรียนทำงานอย่างมีหลักการ

  4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลหรือรวบรวมความรู้เข้าด้วยกันและแสดงผล  เป็นขั้นการรวบรวมความรู้ต่างๆ จากปัญหาที่แก้ไขแล้ว นักเรียนแต่ละกลุ่มจะต้องแสดง ผลงานของตน

  5. ขั้นสรุปและประเมินผลหรือขั้นสรุปและการนำไปใช้  ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปและประเมินผลการปฏิบัติการแก้ปัญหาดังกล่าวว่ามีผลดีผล เสียอย่างไร แล้วบันทึกเรียบเรียงไว้เป็นหลักฐาน

ข้อดีของวิธีสอนแบบวิทยาศาสตร์

   1. นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองและได้ร่วมปฏิบัติงานเป็นทีม

   2. ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย

   3. ส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบ

   4. ส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิดหาเหตุผลและมีการคิดอย่างเป็นระบบ

 

วิธีสอนแบบโซเครติส (Socretis Method) 

    เป็นวิธีสอนของนักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อโซเครติส

วิธีสอนแบบนี้ใช้การตั้งคำถามให้นักเรียนคิดหาคำตอบหรือตอบปัญหาด้วยตนเอง โดยครูจะกระตุ้นให้นักเรียนนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยเรียนแล้ว คำถามของครูจะเป็นแนวทางให้นักเรียนคิดค้นหาความรู้ นักเรียนจะเรียนด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง และเป็นการเสริมสร้างสติปัญญาให้ทุกคนรู้จักแสดงความคิดเห็น อภิปรายแล้วสรุปความคิดเห็นลงในแนวเดียวกัน วิธีสอนแบบนี้เหมาะสำหรับนักเรียนที่ชอบใช้ความคิดค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งต่างๆ

 

วิธีสอนแบบแก้ปัญหา (Problem-Solving Method)

     เป็นการสอนที่เน้นขั้นตอนในการแก้ปัญหาตามหลักการของ John Dewey มีขั้นตอน ดังนี้

            1.ขั้นตั้งปัญหา

            2.ขั้นสมมุติฐานและว่างแผนในการแก้ปัญหา

            3.ขั้นทดลองและเก็บของมูล

            4.ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล

            5.ขั้นสรุปผล

 

กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4

โดยสาโรช บัวศรี

    เป็นผู้ริเริ่มจุดประกายความคิดในการนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอน ซึ่งกระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 เป็นรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่ประยุกต์หลักธรรมอริยสัจ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค โดยใช้ควบคู่กับแนวทางปฏิบัติที่เรียกกว่า "กิจในอริยสัจ 4" ประกอบด้วย ปริญญา (การกำหนดรู้) ปหานะ (การละ) สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง) และภาวนา (การเจริญหรือการลงมือปฏิบัติ) โดยประกอบด้วยกระบวนการแก้ปัญหา 4 ขั้น ดังนี้

 

 

   1. ขั้นกำหนดปัญหา (ขั้นทุกข์) คือ การให้ผู้เรียนระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข

   2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (ขั้นสมุทัย) คือ การให้ผู้เรียนวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และตั้งสมมติฐาน

   3. ขั้นทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ) คือ การให้ผู้เรียนกำหนดวัตถุประสงค์ และวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานและเก็บรวบรวมข้อมูล

   4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค) คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุป

 

วิธีการสอนแบบทดลอง

    เป็นวิธีการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการกระทำเป็นประสบการณ์ตรงหรือโดยการสังเกต  เป็นการนำรูปธรรมมาอธิบาย นักเรียนจะค้นหาข้อสรุปจากการทดลองนั้นด้วยตนเอง อาจสอนเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้  การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การทดลองแบบไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ และการทดลองที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ  ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

   1. ขั้นเตรียม  เป็นขั้นของการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสูตร มาตรฐานการเรียนช่วงชั้นหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รวมทั้งสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ   จากนั้นจึงวางแผนการให้การเรียนรู้ด้วยการทดลอง มีการเตรียมวัสดุ สื่อ อุปกรณ์ หรือเอกสารต่างๆ ในการนี้ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของสื่อหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทดลองด้วย

   2.  ขั้นทดลอง  เป็นขั้นของการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ เริ่มต้นด้วยการนำเข้าสู่บทเรียนแจ้งจุดประสงค์และเนื้อหาสาระการเรียนรู้ และแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มย่อยตามที่ต้องการ   จากนั้นจึงดำเนินการทดลองตามรูปแบบที่กำหนดไว้

   3.  ขั้นเสนอผลการทดลอง  เป็นการนำเสนอผลการทดลองด้วยการสรุปขั้นตอนและผลการทดลอง รวมทั้งปัญหาและข้อเสนอแนะ   โดยกลุ่มของนักเรียนเองหรือผู้สอนร่วมกับนักเรียน

 ข้อดีของการสอนแบบทดลอง

1. ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง และสามารถสรุปผลการทดลองได้ด้วยตนเอง

2. เร้าใจให้อยากเรียนรู้และค้นหาคำตอบ

3  มีทักษะในการเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ฝึกความมีเหตุผล และมีระบบ

 ข้อจำกัดของการสอนแบบทดลอง

   1. ใช้เวลามากในการดำเนินกิจกรรมการทดลอง

   2. ต้องระมัดระวังการทดลองบางอย่างที่อาจเกิดอันตรายหรือความผิดพลาดอุบัติเหตุ 

 

การสอนแบบบูรณาการ (Integration Instruction)

        เป็นการสอนที่นำเอาศาสตร์สาขาวิชาต่างๆที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเข้ามาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความรู้ที่หลากหลายและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน จุดเน้นของการบูรณาการคือการองค์รวมของวิชามากกว่ารายละเอียดของวิชาการบูรณาการจำแนกเป็นบูรณาการตามจำนวนผู้สอน ได้แก่ บูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว แบบคู่ขนาน แบบเป็นทีม บูรณาการตามกลุ่มสาระการเรียนรู้และบูรณาการแบบสหวิทยาการและแบบพหุวิทยาการ ขั้นตอนของการบูรณาการมี ดังนี้

   1.  ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม และวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น  จากนั้นจึงกำหนดสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

   2.   จัดทำคำอธิบายรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้

   3.   สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กันในแต่ละศาสตร์สาขาวิชาและทำแผนการเรียนรู้

 

กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ จี.ไอ. ( G.I. )

   “ G.I.” คือ “ Group Investigation ” รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนช่วยกันไปสืบค้นข้อมูลมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้

  1. จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ ( เก่ง-กลาง-อ่อน ) กลุ่มละ 4 คน

  2. กลุ่มย่อยศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน โดย

      ก. แบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ แล้วแบ่งกันไปศึกษาหาข้อมูลหรือคำตอบ

      ข. ในการเลือกเนื้อหา ควรให้ผู้เรียนอ่อนเป็นผู้เลือกก่อน

  3. สมาชิกแต่ละคนไปศึกษาหาข้อมูล /คำตอบมาให้กลุ่ม กลุ่มอภิปรายร่วมกัน และสรุปผลการศึกษา

  4. กลุ่มเสนอผลงานของกลุ่มต่อชั้นเรียน


 ขอขอบคุณข้อมูล ครูอีสานติวเตอร์ ติวเข้มสอบครูผู้ช่วยเป็นอย่างสูง

**เปิดอ่านข่าวน่าสนใจ**

เชิญชวนคุณครูอบรมออนไลน์หลักสูตรการสอนเพศวิถีศึกษา หลักสูตรนี้นับชั่วโมงพัฒนาได้ค่ะ

เชิญชวนคุณครูอบรมออนไลน์หลักสูตรการสอนเพศวิถีศึกษา หลักสูตรนี้นับชั่วโมงพัฒนาได้ค่ะ (29504)

จะเริ่มต้นอย่างไร ในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยคุณครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ

จะเริ่มต้นอย่างไร ในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยคุณครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ (6581)

ประกาศสำนักงาน ก.ค.ศ. เรื่อง ผลการพิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ประกาศ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ประกาศสำนักงาน ก.ค.ศ. เรื่อง ผลการพิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ประกาศ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562(8515)

โปรดเกล้าฯ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานปริญญาบัตรแทนพระองค์ ม.ราชภัฏ 17-20 มิ.ย.นี้

โปรดเกล้าฯ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานปริญญาบัตรแทนพระองค์ ม.ราชภัฏ 17-20 มิ.ย.นี้(4273)

โรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ใช่เนื้อร้ายของการศึกษา แต่การละเลยคุณภาพการศึกษาของเด็ก คือเนื้อร้ายทางความคิด

โรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ใช่เนื้อร้ายของการศึกษา แต่การละเลยคุณภาพการศึกษาของเด็ก คือเนื้อร้ายทางความคิด (3390)

"สุเทพ" ไม่ฟันธงยกเลิกคูปองครูขอฟังเสียงเขตพื้นที่ฯ ย้ำชัด 2 เดือนเด็กอ่านออกเขียนได้สำเร็จ (6269)

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีฃึ้นไป พ.ศ. ๒๕๖๒

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีฃึ้นไป พ.ศ. ๒๕๖๒ (5730)

1 ก.ค. 62 กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญตามกฎกระทรวงฉบับใหม่แล้ว

1 ก.ค. 62 กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญตามกฎกระทรวงฉบับใหม่แล้ว(12517)

ปลัดศธ.ไม่แถลง สรรหา “คุรุสภา สกสค. องค์การค้าฯ” คาดมีการฟ้องร้องกันแน่

ปลัดศธ.ไม่แถลง สรรหา “คุรุสภา สกสค. องค์การค้าฯ” คาดมีการฟ้องร้องกันแน่ (1560)

สพฐ.ยัน!! ไม่มีนโยบายควบรวม-ยุบร.ร.เล็ก ต้องดูบริบทของพื้นที่

สพฐ.ยัน!! ไม่มีนโยบายควบรวม-ยุบร.ร.เล็ก ต้องดูบริบทของพื้นที่(1722)


Tags
เตรียมพร้อมสอบครูผู้ช่วย!
โหลดฟรี!
สรุปความรู้
วิชาการศึกษา